มาตรา 728 เมื่อจะบังคับจำนองนั้น ผู้รับจำนองต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังลูกหนี้ก่อนว่าให้ชำระหนี้ภายในเวลาอันสมคร ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าหกสิบวันนับแต่วันที่ลูกหนี้ได้รับคำบอกกล่าวนั้น ถ้าและลูกหนี้ละเลยเสียไม่ปฏิบัติตามคำบอกกล่าว ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้พิพากษาสั่งให้ยึดทรัพย์สินซึ่งจำนองและให้ขายทอดตลาดก็ได้
ในกรณีตามวรรคหนึ่ง ถ้าเป็นกรณีผู้จำนองทรัพย์สินของตนไว้เพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นต้องชำระ ผู้รับจำนองต้องส่งหนังสือบอกกล่าวดังกล่าวให้ผู้จำนองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ส่งหนังสือแจ้งให้ลูกหนี้ทราบ ถ้าผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการภายในกำหนดเวลาสิบห้าวันนั้น ให้ผู้จำนองเช่นว่านันหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ช้างชำระตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายน้ันบรรดาที่เกิดขึ้นนับแต่วันที่พ้นกำหนดเวลาสิบห้าวันดังกล่าว
มาตรา 729 ในการบังคับจำนองตามมาตรา 728 ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้รับจำนองจะฟ้องคดีต่อศาลเพื่อเรียกเอาทรัพย์จำนองหลุดภายในบังคับแห่งเงื่อนไขดังกล่าวต่อไปนี้แทนการขายทอดตลาดก็ได้
(1) ลูกหนี้ได้ขาดส่งดอกเบี้ยมาแล้วเป็นเวลาถึงห้าปี และ
(2) ผู้รับจำนองแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าราคาทรัพย์สินนั้นน้อยกว่าจำนวนเงินอันค้างชำระ
มาตรา 729/1 เวลาใดๆ หลังจากที่หนี้ถึงกำหนดชำระ ถ้าไม่มีการจำนองรายอื่นหรือบุริมสิทธิอื่นอันได้จดทะเบียนไว้เหนือทรัพย์สินอันเดียวกันนี้ ผู้จำนองมีสิทธิแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนอง เพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินนการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล โดยผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์ที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งนั้น ทั้งนี้ ให้ถือว่าหนังสือแจ้งของผู้จำนองเป็นหนังสือยินยอมให้ขายทอดตลาด
ในกรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว
เมื่อผู้รับจำนองขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้เงินสุทธิจำนวนเท่าใด ผู้รับจำนองจัดสรรชำระหนี้และอุปกรณ์ให้เสร็จสิ้นไป ถ้ายังมีเงินเหลือก็ต้องส่งคืนให้แก่ผู้จำนอง หรือแก่บุคคลผู้ควรจะได้เงินนั้น แต่ถ้าได้เงินน้อยกว่าจำนวนที่ค้างชำระให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 733 และในกรณีที่ผู้จำนองเป็นบุคคลซึ่งจำนองทรัพย์สินเพื่อประกันหนี้อันบุคคลอื่นจะต้องชำระ ผู้จำนองย่อมรับผิดเพียงเท่าที่มาตรา 727/1 กำหนดไว้
ในเรื่องนี้ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง คือ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3881/2568 |
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องและจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่บทบังคับโจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองตามมาตรา 728 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญาและถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้านกสิกรไทยจำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง
- ป.พ.พ. ม. 204 วรรคสอง, ม. 702 วรรคสอง, ม. 728, ม. 729/1 วรรคหนึ่ง, ม. 729/1 วรรคสอง
- ป.วิ.พ. ม. 142 (5), ม. 225, ม. 252
คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมและให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง เมื่อจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องและจำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองโดยไม่ต้องฟ้องศาลตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง แล้ว มิใช่บทบังคับโจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องบังคับจำนองตามมาตรา 728 ได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตาม ป.พ.พ. มาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญาและถึงกำหนดเวลาชำระหนี้แล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า สัญญาสินเชื่อบ้านกสิกรไทยจำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดชำระวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภคและสินเชื่อประกันชีวิต จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หนี้จึงถึงกำหนดเวลาชำระวันที่ 30 มิถุนายน 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล โจทก์ได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองไม่ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินจำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง คือ จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ถ้าจำเลยไม่ชำระหรือชำระหนี้ไม่ครบหรือไม่ไถ่ถอนทรัพย์จำนอง ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองพร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ
จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง และขอให้บังคับโจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนองนำเงินชำระหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 ถ้าเหลือให้คืนจำเลย
ระหว่างพิจารณาโจทก์และจำเลยขอให้ศาลวินิจฉัยเพียงว่า ที่จำเลยมีหนังสือแจ้งขอให้โจทก์ขายทอดตลาดทรัพย์จำนอง เป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 หรือไม่ และโจทก์ต้องดำเนินการตามนั้นหรือไม่ สละประเด็นที่เหลือตามคำให้การและฟ้องแย้ง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 5,166,376.32 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 4,674,088.73 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยไถ่ถอนการจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองไว้กับโจทก์ หากจำเลยไม่ชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยและทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องแย้งจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและส่วนฟ้องแย้งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา
ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์ จ. ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาอนุญาต
ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์รวม 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. และจำเลยได้จดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 37625 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เพื่อเป็นประกันหนี้กู้ยืมเงินแก่โจทก์ จำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์ให้นำทรัพย์สินที่จำนองออกขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล รวม 3 ครั้ง คือวันที่ 8 กรกฎาคม 2562 วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 22 สิงหาคม 2562
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 729/1 นั้นเป็นบทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และให้จำเลยไถ่ถอนจำนอง โดยให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ และมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง อันเป็นการปฏิเสธการชำระหนี้และเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ซึ่งเป็นทั้งเจ้าหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และฟ้องบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองได้ ส่วนมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ผู้จำนองแจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้รับจำนองเพื่อให้ผู้รับจำนองดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้โดยไม่ต้องฟ้องเป็นคดีต่อศาล และผู้รับจำนองต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง แต่ไม่มีผลลบล้างหรือจำกัดสิทธิของเจ้าหนี้ในการใช้สิทธิเรียกร้องทั้งในฐานะเจ้าหนี้สามัญและเจ้าหนี้ผู้รับจำนอง ดังนั้น บทบัญญัติมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง จึงมิใช่บทบังคับให้โจทก์ต้องดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 ได้เพียงวิธีเดียว โจทก์ยังคงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้และดอกเบี้ยตามสัญญากู้ยืมเงิน ในฐานะที่เป็นเจ้าหนี้สามัญ และขณะเดียวกันโจทก์ยังเป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 702 วรรคสอง และชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องบังคับจำนองตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 728 ได้ด้วย แม้จำเลยมีหนังสือบอกกล่าวให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 729/1 แล้ว ก็หาทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน และบังคับจำนองดังที่จำเลยฎีกาไม่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์แก้ฎีกาว่า โจทก์ยังไม่สามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้ จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เพราะจำเลยผิดนัดชำระหนี้ยังไม่เกิน 3 เดือน ตามสัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 นั้น เห็นว่า หนี้ที่ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง นั้น หมายถึง หนี้ที่คู่สัญญาตกลงกำหนดเวลาที่ลูกหนี้ต้องชำระตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน และถึงกำหนดเวลาชำระแล้ว โดยมิต้องคำนึงว่าเจ้าหนี้จะสามารถใช้สิทธิเรียกร้องทั้งหมดได้หรือไม่ สัญญากู้ยืมเงิน ข้อ 4.1.2 เป็นเพียงข้อตกลงกำหนดระยะเวลาที่โจทก์สามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้ หาได้เปลี่ยนแปลงกำหนดเวลาชำระหนี้ไม่ เมื่อกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินทั้ง 3 ประเภท คือ สินเชื่อบ้าน ก. สินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. กำหนดชำระเป็นรายงวด รวม 360 งวด, 180 งวด และ 60 งวด ตามลำดับ โดยกำหนด 1 เดือน ต่อ 1 งวด ชำระงวดแรกในวันสุดท้ายของเดือนนับแต่เดือนที่มีการรับเงินกู้ไป และงวดต่อ ๆ ไปชำระทุกวันทำการสุดท้ายของเดือนที่ถึงกำหนดชำระ และปรากฏว่า สินเชื่อบ้าน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 30 มิถุนายน 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. จำเลยชำระครั้งสุดท้ายวันที่ 3 มิถุนายน 2562 หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ดังนั้น หนี้เงินกู้สินเชื่อบ้าน ก. จึงถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 ส่วนสินเชื่ออุปโภคบริโภค และสินเชื่อเพื่อประกันชีวิตพิทักษ์ทรัพย์สิน ก. ถึงกำหนดชำระในงวดต่อไป คือ วันที่ 30 มิถุนายน 2562 เมื่อหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินตามฟ้องถึงกำหนดชำระทั้งในวันที่ 30 มิถุนายน 2562 และวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 หลังจากหนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว วันที่ 22 สิงหาคม 2562 จำเลยมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 729/1 โจทก์ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 จึงฟังได้ว่าจำเลยมีหนังสือแจ้งโจทก์เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระตามมาตรา 729/1 แล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงต้องดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 ที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แม้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินและบังคับจำนองภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่การฟ้องคดีมิใช่เป็นขั้นตอนของการขายทอดตลาด จึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนอง ตามมาตรา 729/1 วรรคหนึ่ง เมื่อโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองมิได้ดำเนินการให้มีการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง การบังคับต่อทรัพย์สินที่จำนองเพื่อชำระหนี้ในส่วนของดอกเบี้ยจึงต้องเป็นไปตามมาตรา 729/1 วรรคสอง ที่บัญญัติให้กรณีที่ผู้รับจำนองไม่ได้ดำเนินการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำนองพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนซึ่งลูกหนี้ค้างชำระ ตลอดจนค่าภาระติดพันอันเป็นอุปกรณ์แห่งหนี้รายนั้นบรรดาที่เกิดขึ้นภายหลังวันที่พ้นกำหนดเวลาดังกล่าว ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้จำนองย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง แต่จำเลยในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นที่เป็นหนี้สามัญยังคงต้องรับผิดชำระหนี้โจทก์ตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นผลให้คดีในส่วนของการบังคับจำนองต้องแยกความรับผิดจากหนี้สามัญโจทก์ในฐานะผู้รับจำนองจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น เพื่อชำระหนี้ตามสัญญาจำนองและดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้งเท่านั้น หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ตามข้อตกลงในสัญญาจำนอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาให้นำเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน ซึ่งรวมถึงดอกเบี้ยในส่วนที่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รับหนังสือแจ้ง ซึ่งเป็นดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่อาจได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้สามัญอื่น จึงไม่ชอบ กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7
พิพากษาแก้เป็นว่า ในกรณีบุริมสิทธิจำนองให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2562 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
สืบค้นจากเว็บไซต์ https://deka.supremecourt.or.th/search สืบค้นวันที่ 12/02/2569
.jpg)


