แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง/คดีปกครอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิธีปฎิบัติราชการทางปกครอง/คดีปกครอง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2565

การสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด กรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด

บทความโดยก้องทภพ แก้วศรี




             บทความนี้ จะเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการดำเนินการความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัย ว่าจะสามารถนำข้อเท็จจริงตามสำนวนไต่สวนของ ป.ป.ช.มาเป็นต้นเรื่อง(ข้อเท็จจริงเบี้องต้น) ในการดำเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับทางละเมิดได้หรือไม่ เพราะในการปฏิบัติหน้าที่กรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของผู้เขียน ได้รับการโต้แย้งว่าไม่สามารถทำได้ เนื่องจากการการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ไม่สามารถนำสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดอาญาและวินัยมาเป็นสำนวนการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดได้  
            จากปัญหาข้างต้นเหมือนจะเข้าใจกันคนละประเด็น หรือผู้เขียนเข้าใจคลาดเคลื่อนไป ปกติแล้วในการที่จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเพื่อดำเนินการหาผู้รับผิดและจำนวนที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  เป็นไปตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 บัญญัติไว้ว่า "กรณีที่เจ้าหน้าที่เป็นผู้กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ผู้นั้นอยู่ในสังกัดหรือไม่ ถ้าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากเจ้าหน้าที่ให้นำบทบัญญัติมาตรา 8 มาบังคับใช้โดยอนุโลม..." โดยมาตรา 8 บัญญัติว่า "ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายเพื่อการละเมิดของเจ้าหน้าที่ ให้หน่วยงานของรัฐมีสิทธิเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้ทำละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวแก่หน่วยงานของรัฐได้ ถ้าเจ้าหน้าที่ได้กระทำนั้นไปด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง"  การที่จะทราบข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเท่าใด จะต้องมีการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิด ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ข้อ 8 ระบุว่า "เมื่อเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐแห่งใด และหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดคณะหนึ่งโดยไม่ชักช้า เพื่อพิจารณาความเห็นเกี่ยวกับผู้ต้องรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้นั้นต้องชดใช้ "
           จากข้อกฎหมายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดได้ก็ต่อเมือมีเหตุอันควรเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ได้กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนั้น กรณี ป.ป.ช.ส่งมติและสำนวนการไต่สวนที่มีการชี้มูลความผิดทางอาญาและทางวินัยมาให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการคดีอาญาและทางวินัย ถือว่ามีข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากสำนวนไต่สวนและชี้มูลของ ป.ป.ช.ที่ทำให้หัวหน้าหน่วยงานมีเหตุอันควรเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้นกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ จะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดขึ้น ข้อเท็จจริงตามสำนวนไต่สวนและชี้มูล ป.ป.ช.ดังกล่าว จึงต้องถือว่าเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นในสำนวนการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดแล้ว

 
            เรื่องนี้ มีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะพิเศษ) เรื่องเสร็จที่ 1625/2564 ได้พิจารณามีมติเกี่ยวกับกรณีที่ ป.ป.ช.ชี้มูลผู้ถูกกล่าวหาทั้งความผิดทางอาญาและทางวินัย มีผลผูกพันต่อการพิจารณาของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดหรือไม่ไว้ โดยเห็นว่า มิได้ใช้บังคับแต่การสอบสวนเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้านหน้าที่ ในสำนวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่  จากมติดังกล่าว จึงต้องตีความให้ได้ก่อนว่า ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่คือข้อเท็จจริงด้านไหน ซึ่งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ข้อเท็จริงที่ว่านั้นคือ  ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความเชื่อของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่เมื่อเกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐและหัวหน้าหน่วยงานของรัฐแห่งนั้นมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าวแต่งต้ังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดคณะหนึ่งโดยไม่ชักช้า เพื่อพิจารณาความเห็นเกี่ยวกับผู้ต้องรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้นั้นต้องชดใช้ " ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความผิดทางละเมิดก็คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวผู้ต้องรับผิดและจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่ผู้นั้นต้องชดใช้  ซึ่งในสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดทางอาญาและวินัย ไม่มีข้อเท็จจริงด้านนี้
              ประกอบกับมีความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะพิเศษ)เรื่องเสร็จที่ 1625/2564  ที่มีความเห็นเกี่ยวกับในการดำเนินการเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่จะถือว่าหัวหน้าหน่วยงานรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้พึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนตั้งแต่เมื่อใด และจะครบอายุความเมื่อใด ว่าการรู้นั้นอาจรู้ได้สองกรณี คือ (1) รู้ตามข้อเท็จจริงที่ปรากฎ หรือ(2)รู้จากรายงานผลการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดโดยคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิด  ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 259/2553ว่าให้ถือตามกรณีที่รู้ก่อนเป็นหลักในการเริ่มนับอายุความ กรณีที่ประธานกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีหนังสือแจ้งมติชี้มูลว่าเจ้าหน้าที่กระทำผิดทางวินัยและความผิดทางอาญา จึงต้องถือว่าหัวหน้าหน่วยงานนั้นได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนนับแต่แต่่วันที่หน่วยงานของรัฐแห่งนั้นได้รับแจ้งมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลความผิดทางอาญา ท้ังนี้ ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา(คณะพิเศษ)ในเรื่องเสร็จที่ 426/2546  เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงอื่นที่แสดงว่าหัวหน้าหน่วยงานได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวเจ้าหน้าที่ผุ้กระทำละเมิดก่อนหน้านั้นแล้ว 
            จากความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าข้อเท็จจริงตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ชี้มูลและแจ้งมติให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ทำให้รู้ว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานในเรื่องใด มีจำนวนความเสียหายเกิดขึ้นจำนวนเท่าใด เพียงแต่ยังไม่มีข้อเท็จจริงว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ในการกระทำละเมิดนั้นเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่ และยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าเจ้าหน้าที่นั้นจะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเท่าใด  คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดจึงสามารถนำข้อเท็จจริงจากสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ดังกล่าวมาเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นในการดำเนินการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดทางเจ้าหน้าที่ได้  ไม่ถือว่าเป็นกรณีนำสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.มาเป็นสำนวนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดแต่อย่างใด แต่ถือเป็นข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด สามารถนำมาในใช้สอบข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่ในการกระทำละเมิดนั้นเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่  และเจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นจำนวนเท่าใด   
              ความเห็นของผู้เขียนถูกต้องหรือไม่ สามารถชี้แนะได้ครับ 

            


วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2565

เจ้าหน้าที่เรียกรับเงิน ยังไม่ได้เงิน

 บทความโดยนายก้องทภพ แก้วศรี


             การพิสูจน์เจตนา ถ้าไม่มีพยานหลักฐานเอกสาร พยานวัตถุ ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงจากการกระทำ เป็นเรื่องที่นักฎหมายทราบเป็นอย่างดี บางครั้งเป็นเรื่องยากในการตีความการกระทำ เพื่อพิสูจน์เจตนา ซึ่งในทางคดีอาญา ต้องชัดเจน แต่ในทางการดำเนินการทางวินัย ถ้ามีข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ากระทำผิดวินัย แม้จะยืนยันได้ไม่ชัดเจนแต่น่าเชื่อ ก็สามารถลงโทษทางวินัยได้ แม้ในทางคดีอาญา ศาลจะยกฟ้องก็ตาม 

             ประเด็นในคดีปกครอง ที่จะนำเสนอในบทความนี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจสำหรับการดำเนินการทางวินัยบางประเด็นเป็นเรื่องยากในการพิสูจน์ เพราะไม่มีพยานหลักฐานเอกสาร พยานบุคคลในขณะเกิดเหตุมีเพียงผู้กระทำ กับผู้ถูกกระทำที่รู้เห็นการกระทำ เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่า มีการกระทำนั้นจริงตามข้อกล่าวหา ซึ่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.1413/2563 เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการดำเนินการทางวินัย ที่คณะกรรมการสอบสวน ต้องรวบรวมพยานหลักฐาน

             เจ้าหน้าที่เรียกรับเงิน ยังไม่ได้รับเงิน แต่ผลทางวินัยกลับถูกไล่ออกจากราชการ เป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าสำหรับชีวิตข้าราชการ แต่ก็น่าเชื่อว่า ยังมีเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจ ยังฝักใฝ่ในผลประโยชน์จากหน้าที่ราชการ ทั้งรูปแบบเงินเปอร์เซ็นต์ หรือเรียกรับผลประโยชน์จากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ก็เป็นเรื่องปกติที่ไม่ปกติในวงราชการ ที่มีคดีให้ดำเนินการกันอยู่เนื่องๆ ทำอย่างไรได้ แม้จะทำให้ทั้งหมดเป็นคนดี คนสุจริตซื่้อตรงไม่ได้ แต่การพยายามขจัดคนที่ทุจริตประพฤติมิชอบออกไป ไม่ให้มีมากจนเกินไป ก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้ราชการไม่ได้รับความเสียหายมาก  

            กลับมาที่เนื้อหาในบทความนี้  ในคดีนี้ เป็นกรณีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่เรียกเงินเปอร์เซนต์ โดยถูกต้องข้อกล่าวหาว่า เป็นเจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบและฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 มาตรา 157 และมีมูลกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฎิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง 

           ข้อเท็จจริงมีเพียงผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นผู้ว่าจ้าง กับผู้รับจ้างตามสัญญาจ้างเท่านั้นที่รู้เห็นและทราบเหตุการณ์ มีพยานเอกสารเป็นกระดาษขาวเล็กๆ ที่ระบุถึงจำนวนเปอร์เซ็นต์และตัวเลขจำนวนเงิน ไม่ปรากฎลายลักษรอักษรในการเรียกรับเงิน ไม่ปรากฎลายมือชื่อ แต่ภายหลังการส่งมอบงานและหน่วยงานจ่ายเงิน โดยเป็นเช็คให้แก่ผู้รับจ้าง  มีขั้นตอนเกิดขึ้นในระหว่างการเบิกจ่ายเงินตามเช็ค ที่ทำให้ผู้รับจ้างต้องติดต่อเจ้าหน้าที่การเงิน เจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้กระทำผิดซึ่งเป็นมีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค 

 คลิกโฆษณา

           คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้น มีคำพิพากษาว่า "พยานบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์ไม่มีรายใดให้การยืนยันว่าเห็นขณะทำการเรียกรับเงิน คงมีเพียงคำกล่างอ้างของผู้รับจ้างผู้กล่าวหาเท่านั้น เมื่อผู้รับจ้างเป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน อีกทั้งทำหนังสือแจ้งคำกล่าวหานี้ต่อ ปปช.ย่อมอยู่ในสภาพที่ขาดความเป็นกลางทำให้น้ำหนักในการรับฟังในฐานะพยานหรือผู้ถูกกล่าวหายังไม่หนักแน่เพียงพอ เนื่องจากอยู่ในฐานะคู่กรณีกัน ประกอบกับพยานเอกสารที่อ้างว่าผู้กระทำผิดได้เขียนข้อความลงในกระดาษซึ่งเป็นสูตรคำนวณเงินที่เรียกรับ ผลการพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ปรากฎว่าไม่ใช่ลายมือของผู้กระทำผิด ข้อเท็จจริงจึงยังฟังไม่ได้แน่ชัดว่าผู้กระทำผิดได้กระทำการเรียกรับเงินจากผู้รับจ้างเป็นค่าตอบแทนในการช่วยให้กลุ่มตัดเย็บเสื้อผ้าได้รับสิทธิตัดเย็บชุดเครื่องแบบนักเรียน อันเป็๋นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง 

             อย่างไรก็ตาม แม้พยานหลักฐานจะฟังไม่ได้แน่ฃัดเพียงพอว่าได้กระทำการเรียกรับเงินตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่ แต่เมื่อพิเคราะห์พยานหลักฐานดังกล่าวแล้ว โดยเฉพาะพยานพนักงานธนาคาร และพนักงานสอบสวน ซึ่งได้ให้การขณะที่ตนปฏิบัติหน้าที่ คำให้การของบุคคลดังกล่าว จึงมีความน่าเชื่อถือ เมื่อรับฟังประกอบพยานหลักฐานอื่นๆ จะเห็นได้ว่าผู้่กระทำผิดได้เข้ามาเพี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ภายหลังที่ผู้กระทำผิดได้ลงนามสั่งจ่ายเช็ค ประกอบคำให้การเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี และพยานเอกสาร การที่ผู้กระทำผิดไปพบกับผู้รับจ้างที่ธนาคาร และได้เอาเช็คคืนมาเพื่อกลับไปตรวจสอบการเบิกจ่ายเงิน ทั้งที่ขั้นตอนการเบิกจ่ายเงินไม่ได้มีปัญหาขัดข้องแต่อย่างใด การกระทำของผู้กระทำผิดจึงขัดแย้งกับข้อเท็จจริงตามพยานเอกสารหลักฐานของฝ่ายการเงินและพัสดุ  การเอาเช็คคืนมา จีงเป็นการกระทำที่ไม่มีเหตุผลอันสมควร จึงเข้าข่ายเป็นกรณีมีเหตุอันควรสงสัยอย่างยิ่งว่าได้กระทำการดังที่ถูกกล่าวหา แต่การสอบสวนไม่ได้ความแน่ชัดที่จะฟังลงโทษได้ ซึ่งผู้บังคับบัญชาอาจมีคำสั่งให้ออกจากราชการ เพราะมีมลทินหรือมัวหมองในกรณีที่ถูกสอบสวนได้ "

คลิกโฆษณา


            ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาว่า " พฤติการณ์การกระทำตั้งแต่การสั่งระงับการจ่ายเงินตามเช็ค การเรียกเช็คคืนจากผู้รับจ้าง และการคืนเช็คให้ผู้รับจ้าง หลังจากที่ผู้รับจ้างได้แจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญา และเมื่อฟังประกอบกับคำให้การของผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งพยานหลักฐานอื่นเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกัน จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าได้กระทำการเรียกเงินจากผู้รับจ้าง เพื่อเป็นการตอบแทนให้ผู้รับจ้างสามารถเรียกเก็บเงินตามเช็ค เมื่อผู้รับจ้างไม่ยินยอมตามข้อเรียกร้อง ทำให้ในฐานะผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเงินตามเช็ค แจ้งให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินตามเช็คไว้ชั่วคราวโดยปราศจากเหตุผลที่จะกระทำเช่นนั้นได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อเป็นการต่อรองให้ผู้รับจ้างยินยอมจ่ายเงินให้ตามข้อเรียกร้อง ส่วนที่อ้างว่าลายมือที่ปรากฎในเอกสารที่มีรายละเอียดและจำนวนเงินที่เรียก ไม่ใช่ลายมือของผู้กระทำผิด(ผู้ฟ้อง) เห็นว่า แม้ผลการพิสูจน์ของสถาบันนิติวิทยาศาสตร์จะปรากฎว่าลายมือที่เขียนในเอกสาร ไม่ใช่ลายมือของผู้กระทำผิดตามที่อ้าง แต่เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล พยานเอกสารปรากฎข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ผู้กระทำผิดกับผู้รับจ้างได้ติดต่อหรือพบกันหลายครั้ง ทั้งที่ทำงานและสถานที่อื่น ภายหลังจากที่มีการสั่งจ่ายเช็คพิพาทดังกล่าวแล้ว โดยไม่มีเหตุที่จะต้องติดต่อกันและผู้กระทำผิดเป็นผู้สั่งระงับการจ่ายเช็คและเรีกกเอาเช็คคืนมาจากผู้รับจ้าง โดยไม่มีเหตุทีจะอ้างได้ตามระเบียบกฎหมายอันเป็นพฤติการณ์ที่มิชอบที่ผู้สุจริตจะพึงกระทำ 

            ประกอบกับ ผู้กระทำผิดและผู้รับจ้าง ไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จึงไม่มีเหตุที่ผู้รับจ้างจะสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้าย แต่เหตุที่ผู้รับจ้างร้องเรียนกล่าวหาในเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจากผู้รับจ้างไม่ได้รับเงินค่าจ้าง ตามสัญญาจ้าง อันเป็นการกระทำเพื่อรักษาสิทธิของตนเองเท่านั้น โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่ามีเจตนากลั่นแกล้งร้องเรี่ยนหรือมีเหตุผลใดที่พอจะชี้ให้เห็นว่า ผู้รับจ้างได้ให้การปรักปรำผู้กระทำผิดว่าเรียกรับเงินโดยไม่มีมูลความจริง ในทางตรงกันข้ามกลับปรากฎข้อเท็จจริงว่าผู้กระทำผิดได้สั่งระงับการจ่ายเงินตามเช็คโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งมีลักษณะเป็นการบีบบังคับให้ยินยอมทำตามสิ่งที่เรียกร้อง การให้ถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา จึงมีน้ำหนักเชื่อได้ว่าผู้กระทำผิดได้มอบเอกสารที่มีรายละเอียดและจำนวนเงินที่เรียกจากผู้รับจ้างจริง 

 คลิกโฆษณา

           การที่ผู้กระทำผิด ขณะเกิดเหตุดำรงตำแหน่ง และมีหน้าที่ดูแล ควบคุม รับผิดชอบการปฏิบัติงานของฝ่ายการเงินและพัสดุ ฝ่ายแผนงานและงบประมาณ และปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งการเบิกจ่ายค่าจ้างตามเช็ค ซึ่งได้สั่งจ่ายให้แก่ผู้รับจ้าง เป็นงานในฝ่ายการเงินและพัสดุ จึงเป็นงานในหน้าที่ โดยผู้กระทำผิดเป็นผู้สั่งจ่ายเช็ค  ได้เรียกเงินจากผู้รับจ้างโดยมิชอบ แต่ผู้รับจ้างไม่ยินยอมตามที่เรียกร้อง ทำให้ผู้กระทำผิดในฐานะผู้สั่งจ่ายเช็ค ได้แจ้งให้ธนาคาร ระงับการจ่ายเงินตามเช็คดังกล่าวและเรียกเช็คคืนจากผู้รับจ้าง ทั้งที่ไม่อาจกระทำเช่นน้ันได้ตามกฎหมาย เพราะไม่มีปัญหาใดๆที่จะระงับการจ่ายเงินตามเช็คหรือเรียกเช็คดังกล่าวคืน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อรองให้ผูรับจ้างยินยอมจ่ายเงินให้แก่ผู้กระทำผิดตามที่เรียกร้อง ซึ่งแม้ผู้รับจ้างจะยังไม่ได้จ่ายเงินให้ก็ตาม แต่พฤติการณ์ข้างต้นเข้าข่ายเป็นการเรียกเงินจากผู้รับจ้างแล้ว ย่อมถือได้ว่าการกระทำการดังกล่าว เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ จึงเป็นการกระทำผิดวินัยฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการและฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง การมีคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ จึงเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว 

            จากที่ผู้เขียนนำมาเสนอ จะเป็นแนวทางสำหรับการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานและการทำความเห็นในสำนวน กับทั้งเป็นตัวอย่างการกระทำผิดให้ข้าราชการผู้มีอำนาจหน้าที่ ประพฤติปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยชอบ ไม่กระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในหน้าที่ราชการ 

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

ลงโทษวินัยตามมติชี้มูล ป.ป.ช.อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลปกครอง หรือไม่

 บทความโดยก้องทภพ แก้วศรี



          บทความนี้ จะนำเสนอหลักจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดงที่  อ.1413/2563  ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ 

          ประเด็นคือ มติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ที่ชี้มูลความผิดวินัย ส่งรายงานและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย  ถือเป็นการวินิจฉัยชึ้ขาดขององค์ตามรัฐธรรมนูญที่เป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือไม่   

            ในประเด็นข้อนี้ มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ในคดีหมายเลขแดง ที่ อ.1413/2563 พิจารณาวินิจฉัยว่า เมื่อมาตรา 223 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชนหรือระหว่างหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกันอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครองของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติรวมทั้งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเรื่องที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง และวรรคสองบัญญัติเป็นข้อยกเว้นอำนาจของศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น การพิจารณาว่าเรื่องใดถือเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรนูญซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญนั้น ต้องพิจารณาจากอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ รวมทั้งลักษณะของการกระทำตามอำนาจหน้าที่ประกอบกัน กรณีที่รัฐธรรมนูญประสงค์จะให้การวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรใดเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนั้น รัฐธรรมนูญต้องกำหนดบทบัญญัติให้อำนาจดังกล่าวไว้อย่างชัดเจนในส่วนของอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 250 วรรคหนึ่ง(3) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดไว้แต่เพียงว่าให้มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงหรือข้าราชการซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่ผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าขึ้นไปร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม...ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ประกอบกับเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตราอื่นๆในรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ปรากฎว่ามีบทบัญญัติในมาตราใดให้อำนาจในการชี้มูลความผิดทางวินัย มีเพียงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 19 (3) บัญญัติให้มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ำรวยผิดปกติ กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม และมาตรา 91(1) เมื่อไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อกล่าวหาใดมีมูล ถ้ามีมูลความผิดทางวินัย ให้ดำเนินการตามมาตรา 92 ซึ่งมาตรา 92 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติในกรณีที่มีมูลความผิดทางวินัย เมื่อได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดแล้วมีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาผู้ใดได้กระทำความผิดวินัย ให้ประธานกรรมการส่งรายงานและเอกสารที่มีอยู่พร้อมทั้งความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาผู้นั้น เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยตามฐานความผิดที่ได้มีมติ โดยไม่ต้องแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยอีก


             ในการพิจารณาโทษทางวินัยแก่ผู้ถูกกล่าวหา ให้ถือว่ารายงาน เอกสารและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นสำนวนการสอบสวนทางวินัยของคณะกรรมการสอบสวนวินัย ตามกฎหมายหรือระเบียบหรือข้อบังคับว่าด้วยการบริหารงานบุคคลของผู้ถูกกล่าวหานั้นๆ แล้วแต่กรณี  จึงเห็นได้ว่าการชี้มูลความผิดทางวินัยยังไม่ถึงกับเป็นที่สุด เพราะหากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ต้องการให้เป็นที่สุด ก็จะบัญญัติไว้ทำนองเดียวกับอำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการเลือกตั้งตามมาตรา 236 วรรคหนึ่ง (5) ที่บัญญัติให้คณะกรรมการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งที่เกิดขึ้นตามมาตรา 235 วรรคสอง และมาตรา 239 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว บัญญัติว่าในกรณีที่คณะกรรมการเลือกตั้งวินิจฉัยให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์หรือสมาชิกวุฒิสภา ให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเลือกตั้งเป็นที่สุด  และโดยที่มาตรา 223 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชการอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 บัญญัติว่า อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรนูญซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลในการฟ้องคดีต่อศาลตามที่ได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 28 วรรคสอง และมาตรา 29 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว และเป็นบทบัญญัติที่จำกัดขอบเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง จึงต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า การใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครองนั้น นอกจากจะต้องเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องเป็นการใช้อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดอีกด้วย ซึ่งคำว่าวินิจฉัยชี้ขาดย่อมมีความหมายว่าเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เป็นข้อยุติ  เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เป็นคณะบุคคลที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 กำหนดแต่เพียงเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญประเภทองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และในขณะเดียวกันก็เป็นคณะบุคคลซึ่งมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรนูญให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่งหรือมติใดๆ ที่มีผลกระทบต่อบุคคล จึงมีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย เมื่อฐานอำนาจที่นำไปสู่การปฎิบัติหน้าที่มาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งมิได้มีบทบัญญัติมาตราใดที่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของบุคคลผู้ถูกลงโทษทางวินัยในการฟ้องคดีต่อศาล อีกทั้ง หากจะถือว่ากระบวนการตั้งแต่การไต่สวนข้อเท็จจริงและวินิจฉัยมูลความผิดของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จนกระทั่งมีการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยโดยผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหา เป็นกระบวนการที่ไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายขององค์กรใดๆแล้ว ย่อมทำให้เกิดความแตกต่างกับกรณีที่การดำเนินการทางวินัยเริ่มขึ้นและแล้วเสร็จโดยผู้บังคับบัญชา ซึ่งกรณีดังกล่าวผู้ถูกลงโทษทางวินัยมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง  เช่นเดียวกับกรณีที่ชี้มุลความผิดทางอาญา แม้กฎหมายจะบังคับให้ถือว่ารายงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เป้นสำนวนการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิะีพิจารณาความอาญา และให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องก็ตาม แต่ก่อนที่จะมีการลงโทษทางอาญาแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย ย่อมต้องอยู่ภายใต้การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลยุติธรรมตามมาตรา 97 แห่งประราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 อันเป็นหลักประกันความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลย ดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ) มีมติชี้มูลความผิดว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงเป็นเพียงการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ มิใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 223 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 

            จากคำวินิจฉัยของศาลตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในดคีดังกล่าว จะพบหลักกฎหมายที่ศาลนำมาพิจารณา ที่สามารถสรุปได้คือ
            1.การใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ไม่อยู่ในอำนาจการพิจารณาของศาลปกครอง คือ  การวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้อำนาจองค์กรนั้น ในการใช้อำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่เป็นข้อยุติโดยองค์กรนั้น 

            2.คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจในการไต่สวนและชี้มูลการกระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรง มาจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ไม่ได้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ การไต่สวนและชี้มูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงเป็นการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ 

            จากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีดังกล่าว ยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีก ผู้เขียนจะขอนำเสนอในบทความต่อไป 

 

วันพุธที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

ถูกสืบสวนข้อเท็จจริงหรือถูกสอบสวนวินัย ฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งได้หรือไม่

 บทความโดยก้องทภพ แก้วศรี


        ถูกสืบสวนข้อเท็จจริงหรือถูกสอบสวนวินัย ฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งได้หรือไม่ ถ้าเป็นนักกฎหมายหรือผู้ปฏิบัติหน้าที่นิติกรของหน่วยงาน ย่อมทราบคำตอบเป็นอย่างดี แต่ในฐานะของผู้ถูกกล่าวหา ที่ถูกแต่งต้ังคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หรือถูกแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการทางวินัย ก็มีความคับข้องใจอยากที่จะนำเรื่องไปฟ้องคดี เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดังกล่าว เนื่องจากการถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หรือถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน มีผลมาจากการถูกร้องเรียนกล่าวหา ซึ่งอาจจะมีมูลหรือไม่มีมูลความจริง แต่รู้สึกอับอายและมีความวิตกกังวลพอสมควร

         การสืบสวนข้อเท็จจริง เป็นการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ เพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่ร้องเรียน เพื่อที่จะทราบรายละเอียดของเรื่องและหลักฐาน นำมาพิจารณาพิเคราะห์ว่ามีมูลกรณีที่ควรกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยหรือไม่ ขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริงอจึงเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อตรวจสอบรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องร้องเรียน ยังไม่เป็นการกระทำที่กระทบสิทธิต่อผู้ที่ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแต่อย่างใด คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง จึงไม่เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ผู้ถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง  ยังไม่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนเสียหายที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีปกครองเพื่อให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 638/2547) 

        ผู้ที่ทำหน้าที่กรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามที่ได้รับแต่งตั้งนั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดคุณสมบัติของเป็นคณะกรรมการไว้  เจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจ พิจารณาแต่งตั้งได้ตามความเหมาะสม  แต่ก็อาจถูกคัดค้านในเรื่องในของความเป็นธรรมและเป็นกลางได้ เพราะหากกรรมการไม่มีความเป็นธรรม ไม่เป็นกลาง ข้อเท็จจริงและหลักฐานที่รวบรวมได้อาจไม่ถูกต้องแท้จริงตามเรื่อง แต่อย่างไรก็ตาม ความเห็นของคณะกรรมการสืบสวน ถ้าไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนในการทำความเห็นดังกล่าว ก็ไม่อาจรับฟังและเชื่อถือได้เช่นเดียวกัน เพราะเป็นการทำความเห็นนอกเหนือไปจากพยานหลักฐาน  แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้ใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เชื่อตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ทำความเห็นนอกเหนือจากพยานหลักฐาน จนมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการทางวินัย จะมีผลเป็นการกระทำสิทธิหรือไม่ 


        คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการทางวินัย เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องที่กล่าวหา เพื่อทราบข้อเท็จจริง หรือพิสูจน์ความผิด เพื่อจะลงโทษผู้กระทำผิด ถือเป็นขั้นตอนการดำเนินการก่อนมีคำสั่งลงโทษ จึงยังไม่เป็นกระทบสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง(คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 177/2546)และคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 733/2548) ดังนั้น แม้ผู้สั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เชื่อความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงที่ทำความเห็นชี้มูลกรณีนอกเหนือไปจากพยานหลักฐาน จนมีการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมกรสอบสวนทางวินัย ผู้ถูกกล่าวหาก็ยังไม่ได้รับการกระทบสิทธิ เนื่องจากในการสอบสวน ผู้ถูกกล่าวหายังได้รับสิทธิประโยชน์จากราชการเหมือนเดิม และยังมีโอกาสทราบข้อเท็จจริงและโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้

        ถ้าคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เกิดจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่มีอำนาจแต่งตั้ง หรือแต่งตั้งกรรมการที่มีคุณสมบัติแตกต่างไปจากที่กฎหมายกำหนด เมื่อเป็นเช่นนี้ ถือว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่มีผลเป็นการกระทำกระทบสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา จึงเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.28/2547) โดยการใช้อำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนข้าราชการที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น ต้องปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์วิธีการและขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ทั้งต้องไม่เป็นการกระทำโดยการกลั่นแกล้งหรือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ หากการมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้าราชการว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงนั้น มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ผู้ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าวย่อมมีสิทธิที่จะโต้แย้งคัดค้านคำสั่งนั้นต่อศาลได้ (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 310 /2545)

        ดังนั้น การถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงหรือถูกแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อดำเนินการทางวินัย ฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งได้หรือไม่ ก็เป็นไปตามแนวคำวินิจฉัยของศาลที่กล่าวไว้ข้างต้น


วันพุธที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สิทธิฟ้องคดีปกครองของทายาทของผู้ถูกดำเนินการทางวินัย

บทความโดย ก้องทภพ แก้วศรี




       สิทธิฟ้องคดีปกครองของทายาทของผู้ถูกดำเนินการทางวินัย   เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่เดียว เพราะเกี่ยวข้องกับการปฏิบ้ติหน้าที่ราชการ และเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้เป็นทายาทของผู้ถูกดำเนินการทางวินัย ที่ควรจะรู้และเข้าใจ โดยผู้เขียนได้พบคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่มีการวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวไว้ ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางของผู้เป็นทายาทของผู้ถูกดำเนินการทางวินัย จะนำมาเป็นแนวทางในการฟ้องคดีปกครอง ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ก็สามารถนำมาเป็นแนวทางในการต่อสู้คดีได้ โดยมีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ตามคำสั่งที่ 245/2548 และคำสั่งที่ 353/2549 ดังนี้

        คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 245/2548 ผู้ฟ้องคดีเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. และอยู่ในระหว่างร้องขอต่อศาลยุติธรรมเพื่อขอให้ศาลสั่งให้นาย ส. เป็นคนสาบสูญ เนื่องจาก นาย ส. ได้ไปจากภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่โดยไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือถึงแก่ความตาย หากผู้ฟ้องคดีมีหลักฐานหรือพิสูจน์ได้ว่า นาย ส.ถึงแก่ความตาย โดยความตายนั้นมิได้เกิดขึ้นเนื่องจากได้ละทิ้งหน้าที่ราชการเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร คำสั่งลงโทษ นาย ส.ออกจากราชการย่อมเป็นคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองก็จะมีอำนาจเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ ทำให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอด ตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 รวมทั้งเงินสะสม เงินสมทบ หรือผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ดังนั้น จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย จากคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองหรือวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

        คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 353/2549 ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นภรรยาและบุตรของ นาย จ.ซึ่งถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ แต่นาย จ.ได้ถึงแก่ความตายระหว่างที่อยู่ในช่วงระยะเวลาที่มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยตามพระราชบัญญัติข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 เมื่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เห็นว่าการสอบสวนและการลงโทษ นาย จ.ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลขอให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่นาย จ.ออกจากราชการ และขอให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสี่ได้รับสิทธิประโยชน์ในเงินบำนาญปกติที่ถูกชะลอการจ่าย และให้ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตกทอดของนาย จ. จึงรับฟังได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสี่เป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากคำสั่งลงโทษไล่นาย จ.ออกจากราชการ เนื่องจากไม่ได้รับเงินบำนาญปกติและเงินบำเหน็จตกทอดของ นาย จ. 


        จากคำสั่งของศาลดังกล่าว แยกเป็นประเด็นที่จะศึกษาได้ดังนี้

        1. สิทธิที่จะฟ้องคดีปกครองของทายาท ต้องอยู่ในเงื่อนไขว่าเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ตามหลักกฎหมายของผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องคดีปกครองตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 โดยต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันเนื่องจากการกระทำหรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครองตามมาตรา 9 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 

       2. การถูกดำเนินการทางวินัยในที่นี้ จะต้องสิ้นสุดจนมีคำสั่งลงโทษทางวินัยแล้ว  เนื่องจากการถูกสอบสวนทางวินัยนั้น ถ้าอยู่ในระหว่างการสอบสวน คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ยังไม่ถือเป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธิปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ที่มีผลเป็นการกระทบต่อสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา แต่เป็นเพียงกระบวนการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การออกคำสั่งทางปกครอง ซึ่งในที่นี้ก็คือ คำสั่งลงโทษทางวินัยนั่นเอง  โดยประเด็นนี้มีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยไว้หลายคดี เช่น คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 737/2549  และที่ 126/2550 เป็นต้น ซึ่งตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว เป็นคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการที่ทำให้ผู้ถูกลงโทษไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญข้าราชการ  รวมทั้งเงินสะสม เงินสมทบ หรือผลประโยชน์ตอบแทนจากเงินดังกล่าว

      3.สิทธินั้นจะมาถึงทายาทได้ ผู้ถูกลงโทษทางวินัยผู้นั้น ต้องถึงแก่ความตายแล้ว โดยอาจเป็นกรณีผู้ถูกลงโทษได้อุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยไล่ออกจากราชการแล้ว ถึงแก่ความตาย หรือผู้ถูกลงโทษได้ตายระหว่างที่ยังอยู่ในช่วงเวลาของการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัย เช่น ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลตาม คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 353/2549   

     4.ต้องเป็นทายาทของผู้ถูกลงโทษทางวินัย ซึ่งคำว่า "ทายาท" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มีทายาท 2 ประเภท คือ ทายาทโดยสิทธิตามกฎหมาย เรียกว่า "ทายาทโดยธรรม" หรือทายาทโดยพินัยกรรม เรียกว่า "ผู้รับพินัยกรรม" 

       ทายาทโดยธรรม  มีหกลำดับ แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายแพ่งดังล่าว คือ (1) ผู้สืบสันดาน (2) บิดามารดา (3)พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (4)พี่น้องร่วมบิดาหรือมารดาเดียวกัน (5) ปู่ย่าตายาย (6) ลุงป้าน้าอา  และคู่สมรส(เฉพาะที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย) ที่ยังมีชีวิตก็เป็นทายาทโดยธรรมเช่นเดียวกัน 

                                                         

        ฉะนั้น เมื่อผู้นั้นถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ ทำให้ผู้นั้นไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญตามมาตรา 48 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 รวมทั้งเงินสะสม เงินสมทบ หรือผลประโยชน์ตอบแทนเงินดังกล่าว ตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งเมื่อผู้ถูกลงโทษได้ตายไป ทำให้ทายาทไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดด้วย  ซึ่งหากเห็นว่าคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากมีการฟ้องคดีปกครองแล้ว ศาลเห็นว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจริง และมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งลงโทษทางวินัยดังกล่าว ก็จะทำให้ผู้นั้นกลับมามีสิทธิประโยชน์จากทางราชการต่อไปจะทำให้ทายาทได้รับบำเหน็จตกทอดจากทางราชการต่อไป 

        สำหรับทายาทโดยพินัยกรรม จะถือว่าเป็นทายาทที่มีสิทธิฟ้องคดีปกครองในประเด็นนี้หรือไม่ ผู้เขียน ยังค้นหาแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดในประเด็นนี้ไม่ได้ แต่มีความเห็นว่า ทายาทโดยพินัยกรรมจะมีสิทธิฟ้องคดีปกครองในประเด็นดังกล่าวได้หรือไม่ ต้องไปพิจารณาว่า พระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2539 ให้สิทธิทายาทโดยพินัยกรรม เป็นผู้มีสิทธิได้รับบำเหน็จตกทอดจากผู้ตายหรือไม่ 

         ก็เป็นการนำเสนอเพียง "สิทธิในการฟ้องคดีปกครอง" เท่านั้น  ส่วนประเด็นว่าจะชนะคดีหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่งต่างหาก  ก็ถือว่าพอสมควรแก่เนื้อหาในประเด็นนี้ครับ ถ้าท่านใดอ่านแล้ว มีข้อคิดเห็นหรือมีหลักกฎหมายที่จะนำมาเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้ก็สามารถให้ข้อมูลผู้เขียนได้ครับ

        




วันอังคารที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ต้นไม้หักโค่นล้มเป็นเหตุให้รถยนต์ประสบอุบัติเหตุ เรียกค่าเสียหายจากผู้ที่รับผิดชอบได้

 บทความโดยก้องทภพ แก้วศรี


            ห่างหายจากการนำเสนอบทความทางกฎหมายไปช่วงหนี่ง มาเดือนนี้ตุลาคม 2564 สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโควิท 2019 เริ่มเข้าสู่สถานการณ์ดีขึ้น มีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง แต่ยังเป็นหลักหมื่น แต่ความตื่นตกใจกลัว เริ่มลดน้อยลง ประชาชนได้รับวัคซีนมากขึ้น  แต่ก็มีการเสนอข่าวว่าคนที่รับวัคซีนไขว้แล้วเสียชีวิต ซึ่งจะมีสาเหตุจากการรับวัคซีนหรือไม่นั้นต้องติดตามข่าวกันต่อไป สรุปก็คือโรคติดเชื้อไวรัสโควิท 2019 ก็น่ากลัว การไปฉีควัคซีนป้องกันโควิทก็น่ากังวลสำหรับบางคนว่าจะมีผลข้างเคียงหรือไม่ 

            มาถึงเรื่องบทความสำหรับครั้งนี้ เสนอหัวข้อเรื่อง "ต้นไม้หักโค่นล้มเป็นเหตุให้รถยนต์ประสบอุบัติเหตุ เรียกค่าเสียหายจากผู้ที่รับผิดชอบได้ " เป็นเรื่องจริงจากแนวคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.2/2563 ซึ่งเรื่องนี้หน่วยงานราชการเป็นผู้ดูแลรักษาพันธุ์ไม้ตามถนน เมื่อต้นไม้หักโค่นล้มลง เป็นเหตุทำให้รถยนต์ประสบอุบัติเหตุ ถือว่าเป็นการกระทำละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ฟ้องเรียกให้ผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ 

            ในคดีนี้ มีข้อเท็จจริงว่า ผู้ครอบครองรถยนต์โดยสารปรับอากาศลำปางได้รับความเสียหายจากการที่กรมทางหลวง กระทำประมาทในการดูแลรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงสายถนนพหลโยธิน เป็นเหตุให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ข้างทาง บริเวณร่องถนน หักโค่นล้มขวางหน้ารถยนต์ที่กำลังแล่นอยู่บนเส้นทาง ในระยะ 10 เมตร โดยพนักงานขับรถยนต์ต้องห้ามล้อในระยะกระชั้นชิด ทำให้รถยนต์เสียหลักพุ่งตกลงข้างทางเป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย 

            ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ภารกิจเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง การก่อสร้างและบำรุงรักษาทางหลวงรวมถึงการดูแลรักษาพืชพันธุ์ต้นไม้ที่อยู่ในเขตทางหลวงและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในเขตทางหลวงตลอดจนการบรรเทาสาธารณภัยที่เกิดขึ้นในเขตทางเป็นอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของกรมทางหลวง(อำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 ประกอบกฎหมายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง) เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า แม้ในวันเกิดเหตุจะมีพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง แต่ปัจจัยที่ทำให้ต้นไม้หักโค่นลงมาจนทำให้เกิดอุบัติเหตุในบริเวณดังกล่าว เกิดจากฝนที่ตกติดต่อกันเป็นเวลาหลายวัน ทำให้มีปริมาณน้ำขังสะสมอยู่ในบริเวณร่องกลางถนนเป็นจำนวนมากจนดินอ่อนตัวลงรากของต้นไม้ไม่สามารถยึดเกาะดินไว้ได้ เมื่อมีลมกระโชกแรงต้นไม้จึงหักโค่นล้มลงไปในบริเวณผิวทางจราจรทั้งสองด้านในระยะกระชั้นชิด จนเป็นเหตุทำให้รถยนต์เสียหลักพุ่งลงข้างทางได้รับความเสียหาย ซึ่งกรณีดังกล่าวกรมทางหลวงสามารถระมัดระวังป้องกันภัยได้โดยการจัดให้มีการตัดแต่งกิ่งต้นไม้และค้ำจุนต้นไม้ หรือตัดทำลายต้นไม้ที่มีสภาพไม่มั่นคงแข็งแรงให้อยู่ในสภาพปลอดภัยในช่วงฤดูฝน เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นจึงมิใช่เหตุอันจะให้ผลพิบัติที่ไม่สามารถป้องกันได้ อันถือเป็นเหตุสุดวิสัยตามมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กรมทางหลวงไม่ต้องรับผิดแต่อย่างใด แม้กรมทางหลวงจะอ้างว่าได้ตรวจตราและบำรุงรักษาต้นไม้ รวมทั้งสภาพของดินเป็นพิเศษแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่ายังหาเพียงพอที่จะป้องกันมิให้เกิดอันตรายแก่ผู้ฟ้องคดีและผู้ใช้ทางหลวงอื่นไม่ เหตุละเมิดที่เกิดขึ้นจึงถือว่ากรมทางหลวง ละเลยต่อหน้าที่ตามที่ีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติในการดูแลรักษาบำรุงรักษาต้นไม้ในเขตทางหลวงเป็นเหตุทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีที่ผู้ถูกฟ้องคดี(กรมทางหลวง) ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ฟ้องคดีตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 

            คดีดังกล่าว เป็นการใช้สิทธิฟ้องหน่วยงานทางปกครอง จากการกระทำละเมิดจากการละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 

           ตามแนวคำพิพากษาของศาลในคดีดังกล่าว สามารถนำไปปรับใช้กับความเสียหายที่เกิดจากต้นไม้หักโค่นล้มที่อยู่ในความรับผิดชอบดูแลของเอกชนได้ เช่น ต้นไม้ภายในโครงการหมู่บ้านที่มีนิติบุคคลดูแลอยู่ หรือต้นไม้ที่อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าของบ้านหลังใดหลังหนึ่ง  ซึ่งถือเป็นความเสียหายที่เกิดจากการกระทำละเมิดตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ผู้รับผิดชอบดูแลต้นไม้ต้องรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยแจ้งให้รับผิดชอบ หากไม่รับผิดชอบสามารถนำเรื่องไปฟ้องคดีต่อศาลแพ่งต่อไปได้  

           

ขอขอบคุณ     

        เอกสารแนวทางการปฏิบัติราชการ จากคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ประจำปี 2563 ของสำนักงานศาลปกครอง


วันอังคารที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2564

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 3

บทความโดยก้องทภพ แก้วศรี


         ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก  ที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่  เจ้าหน้าที่นั้นต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว  โดยให้ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่นั้นโดยตรง จะฟ้องหน่วยงานไม่ได้  ซึ่งในความเป็นจริงในทางปฏิบัติ จะห้ามผู้เสียหายไม่ให้ที่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ ผู้เสียหายอาจไม่เชื่อ  เพียงแต่เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาล การต่อสู้คดีของหน่วยงานรัฐต้องชี้ให้ศาลเห็นว่า การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อบุคคลภายนอกนั้น มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละะเมิดเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 บัญญัติให้ผู้เสียหายฟ้องเจ้าหน้าที่นั้นโดยตรงจะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้  ซึ่งถ้าศาลฟังข้อเท็จจริงตามที่หน่วยงานของรัฐให้การและพิสูจน์เชื่อว่าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ต่อบุคคลภายนอก มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งเข้าข้อยกเว้นตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว จะยกฟ้องในส่วนที่มีการฟ้องหน่วยงานของรัฐเป็นจำเลย นั่นเอง


          ถ้าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ ความรับผิดของเจ้าหน้าที่นั้นพิจารณาเพียง เป็นการกระทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เท่านั้น  ไม่ได้พิจารณาว่าเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงแต่อย่างใด ในกรณีนี้ ความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน พิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เพียงแต่อายุความเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ใช้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 8 วรรคสอง ที่มีอายุความ 2 ปี นับแต่รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 


          ในการเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่นั้น หน่วยงานของรัฐไม่สามารถใช้วิธีออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามมาตรา 12 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ ต้องบังคับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั่นคือฟ้องคดีเรียกให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เนื่องจากมาตรา 12 บัญญัติว่า "ในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่หน่วยงานของรัฐได้ใช้ให้แก่ผู้เสียหายตาม มาตรา 8 หรือในกรณีที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเนื่องจากเจ้าหน้าที่ผู้นั้นได้กระทำละเมิดต่อหน่วยงาน ของรัฐตามมาตรา 10 ประกอบกับมาตรา 8 ให้หน่วยงานของรัฐที่เสียหายมีอำนาจออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชำระเงินดังกล่าวภายในเวลาที่กำหนด" โดยมาตรา 8 ใช้สำหรับการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ในการปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น  แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ผู้นั้นยินยอมรับผิดและมีการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้หน่วยงานของรัฐเต็มตามจำนวนความเสียหายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องฟ้องคดีต่อศาลบังคับให้ชดใช้แต่อย่างใด 

       

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตอนที่ 2

บทความโดยก้องทภพ แก้วศรี




        ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตอนที่ ๒ ในการนำเสนอตอนที่ ๑ ได้เสนอแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ที่เป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง  ที่คณะกรรมการความรับผิดทางละเมิด จะต้องทำความเห็นเสนอผู้สั่งแต่งตั้ง พิจารณาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จากการที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก หรือทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ในการปฏิบัติหน้าที่โดยในการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดของคณะกรรมการ จะต้องมีขั้นตอนการเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิด ได้ทราบข้อเท็จจริงและมีโอกาสโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตน ตามข้อ 15 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์แนวปฏิบ้ติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 โดยต้องแจ้งให้ทราบถึงข้อเท็จจริงที่เป็นการกระทำให้เกิดความเสียหายและจำนวนที่ต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้วย ไม่ใช่สอบข้อเท็จจริงในฐานะพยาน
         
          เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ในการปฏิบัติหน้าที่ ถ้าผู้เสียหายฟ้องคดีต่อศาลเพื่อให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  ตามบทบัญญัติกฎหมาย ผู้เสียหายต้องฟ้องหน่วยงานของรัฐ  แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 แต่ผู้เสียหายอาจเลือกใช้วิธียื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดสังกัดอยู่ เพื่อให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ก็ได้ หน่วยงานของรัฐแห่งนั้น จะต้องออกใบรับคำขอไว้ และต้องพิจารณาคำขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แล้วเสร็จภายใน  180 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ โดยให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เพื่อพิจารณาถึงจำนวนความเสียหาย จำนวนที่ต้องชดใช้และความรับผิดของเจ้าหน้าที่ที่จะต้องชดใช้ค่าเสียหาย โดยคณะกรรมการต้องดำเนินการและทำความเห็นให้แล้วเสร็จภายใน 180 วันเช่นเดียวกัน  ในกรณีดำเนินการไม่แล้วเสร็จและหน่วยงานของรัฐไม่สามารถพิจารณาคำขอได้ทันกำหนด 180 วัน และไม่ได้แจ้งเรื่องขอขยายเวลาพิจารณาให้ผู้เสียหายทราบ  ผู้เสียหายมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อพิจารณาให้หน่วยงานของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ภายในกำหนด  90 วันนับแต่วันพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันที่ได้มีการยื่นคำขอไว้  หรือเป็นกรณีที่หน่วยงานของรัฐพิจารณาคำขอและชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ผู้เสียหายแล้ว ผุ้เสียหายยังไม่พอใจ ก็สามารถฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ภายในกำหนด 90 วันเช่นเดียวกัน โดยเมื่อมีการฟ้องคดี หน่วยงานของรัฐต้องประสานสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อพิจารณาแก้ต่างคดีต่อไป

          การกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ในการปฏิบัติหน้าที่ การพิจารณาให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่บุคคลนอก ค่าสินไหมทดแทนต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2554 ถ้าไม่เกินจำนวนตามประกาศ หน่วยงานของรัฐสามารถชดใช้ให้ได้ทันที แต่ถ้าเกินจำนวนที่กำหนดต้องส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณา 

         ถ้าเป็นการทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ในการปฏิบัติหน้าที่ ต้องพิจารณาด้วยว่าความเสียหายเกินกว่าจำนวนที่ประกาศกระทรวงการคลังที่กำหนดให้ไม่ต้องรายงานหรือไม่ ปัจจุบันถือปฏิบัติตามประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง ความรับผิดละเมิดของเจ้าหน้าที่ที่ไม่ต้องรายงานให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ พ.ศ.2562 ที่มีความเสียหายครั้งละไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือเกิน 1 ล้านแต่เข้าเงื่อนไขตามประกาศที่ไม่ต้องรายงาน  เพราะถ้าความเสียหายเกินจำนวนที่กระทรวงการคลังกำหนด  ต้องมีการรายงานสำนวนการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดภายใน 7 วันนับแต่มีการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดแล้วเสร็จ เพื่อให้กระทรวงการคลังพิจารณาสำนวนและมีความเห็น  ในขั้นตอนนี้ยังไม่สามารถออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ ถ้าไปออกคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ก่อนที่จะมีการรายงานให้กระทรวงการคลังพิจารณาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย 

          เมื่อมีการรายงานกระทรวงการคลังแล้ว และยังไม่มีความเห็นมา ซึ่งก่อนจะครบกำหนดอายุความ 2 ปีไม่น้อยกว่า 6 เดือน ให้มีคำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้นชดใช้ความเสียหายตามความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดและผู้สั่งแต่งตั้งได้ เพราะอายุความเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่มีกำหนด 2 ปีนับแต่รู้ถึงการกระทำละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงชดใช้ค่าสินไหมทดแทน  ซึ่งในที่นี้ก็คือวันที่ผู้สั่งแต่งตั้ง พิจารณาสำนวนและความเห็นของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิด เกี่ยวกับความรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของเจ้าหน้าที่และจำนวนเงินที่ต้องชดใช้

            คำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำสั่งทางปกครอง ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539  ซึ่งตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ไม่ได้กำหนดในเรื่องอุทธรณ์คำสั่งนี้ไว้  การอุทธรณ์คำสั่งให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงต้องถือปฏิบัติตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 44 โดยยื่นอุทธรณ์ต่อผู้ทำคำสั่ง ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว ถ้าไม่ได้อุทธรณ์คำสั่งนี้ จะทำให้เจ้าหน้าที่ผู้นั้น ไม่อาจนำเรื่องไปฟ้องคดีปกครองได้ หรือยื่นอุทธรณ์แล้ว ยังไม่พ้นระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ของผู้ทำคำสั่ง ก็ยังไม่สามารถนำเรื่องไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้ เพราะยังไม่ได้ผ่านขั้นตอนการแก้ไขความเดือดร้อนตามขั้นตอนและวิธีการที่กฎหมายกำหนด  (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อ.161/2553)

            คำสั่งเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นคำสั่งทางปกครอง ดังนั้น ในการออกคำสั่งจะต้องระบุถึงการอุทธรณ์หรือโต้แย้ง การยื่นคำอุทธรณ์หรือคำโต้แย้งและระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือการโต้แย้งไว้ด้วย  ถ้าคำสั่งดังกล่าว ไม่ได้ระบุไว้ต้องแจ้งใหม่ ระยะเวลาอุทธรณ์จึงเริ่มนับแต่วันที่มีการแจ้งเรื่องอุทธรณ์และระยะเวลาอุทธรณ์ใหม่  ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่ จะทำให้ระยะเวลาอุทธรณ์จากเดิมมีแค่ 15 วันจะขยายเป็น 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง ทั้งนี้เป็นไปตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางกปกครอง พ.ศ.2539

            ก็จบสำหรับในตอนที่ 2 ให้ผู้อ่านติดตามตอนต่อไปของความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
 
            
           

            

         

ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตอนที่1

  • บทความโดยก้องทภพ แก้วศรี



  •            บทความนี้ขอนำเสนอเรื่อง ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ถือเป็นการทบทวนความรู้ความเข้าใจให้มีความแม่นยำขึ้น เพื่อให้มีความระมัดระวังในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ  ในขณะเดียวกันก็มีความแม่นยำ หากต้องเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำความเห็นในสำนวนเกี่ยวกับความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
           ละเมิด ถือตามองค์ประกอบของ มาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่บัญญัติว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อกระทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นกระทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น" การกระทำละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด พ.ศ.2539 จึงมีองค์ประกอบแบบเดียวกัน แต่เป็นการพิจารณาเฉพาะการกระทำของ"เจ้าหน้าที่ของรัฐ" ที่เมื่อกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว หน่วยงานของรัฐ จะเข้ามาเป็นด่านหน้ารับผิดแทนเจ้าหน้าที่ เพื่อมิให้เจ้าหน้าที่ที่ตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการแล้วก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก จะต้องรับผิดและถูกเรียกให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
           การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิด พ.ศ.2539 แบ่งออกเป็นเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก และเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ ซึ่งทั้งสองแบบจะมีทั้งกระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ และมิใช่การปฏิบัติหน้าที่  ซึ่งมีวิธิปฏิบัติในการเรียกให้เจ้าหน้าที่ชดใช้่คาสินไหมทดแทนแตกต่างกัน 
          การกระทำละเมิด เกิดจากการกระทำด้วยความ จงใจหรือประมาทเลินเล่อ  เมื่อเกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก ในการปฏิบัติหน้าที่ เป็นหน้าที่ของหน่่วยงานของรัฐ ที่จะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอก ตามความเสียหายที่มีการเรียกร้อง โดยบุคคลภายนอกผู้เสียหายจะยื่นฟ้องหน่วยงานเพือให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือจะยื่นคำขอต่อหน่วยงาน เพื่อขอให้ชดใช้ก็ได้ โดยมีอายุความในการเรียกร้องตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั่นคือภายในกำหนด 1 ปีนับแต่รุู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือภายใน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิด ซึ่งหน่วยงานของรัฐจะมีการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิด เพื่อพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ขณะเดียวกัน ก็เป็นการพิจารณาถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่ผู้นั้นด้วย เพื่อการไล่เบี้ยภายหลังเมื่อหน่วยงานของรัฐได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว ซึ่งคำพิพากษาของศาลที่เกี่ยวข้องดังนี้


         คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ที่ 573/2549
         กรณีที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่ พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 บัญญัติให้ ผู้เสียหายใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้ 2 ทาง กล่าวคือ ผู้เสียหายอาจฟ้องคดีต่อศาลขอให้พิพากษาให้ หน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดอยู่ในสังกัดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้หรือ ควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี แต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันที่มีเหตุแห่งการฟ้องคดี หรืออีกนัยหนึ่งภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันทำละเมิดทางหนึ่ง กับผู้เสียหายอาจยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐที่เจ้าหน้าที่ผู้กระทำละเมิดอยู่ในสังกัดให้ พิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้แก่ตนอีกทางหนึ่ง และแม้กฎหมายจะมิได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งว่า ผู้เสียหายจะต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐให้พิจารณาค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดแก่ตนภายในระยะเวลาเท่าใด แต่ก็เป็นที่เห็นได้จากเหตุผลของเรื่องว่าผู้เสียหายจะต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐ ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแต่ไม่เกิน 10 ปี นับแต่วันทำละเมิดเช่นเดียวกับการฟ้องคดีต่อศาล

          เช่นเดียวกับการที่เจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ  จนเกิดคามเสียหายในการปฎิบัติ เช่น  การทุจริต  การไม่ปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย การทำให้ทรัพย์สินราชการเสียหายหรือสูญหาย เป็นต้น  การตรวจสอบการกระทำของเจ้าหน้าที่ทั้งสองประการ จะเป็นการพิจารณาว่า " กระทำด้วยความจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงหรือไม่" ถ้าเป็นการกระทำทุจริต แน่นอนย่อมเป็นการกระทำด้วยความจงใจให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงาน ต้องรับผิดชดใช้เต็มจำนวนที่ทำให้เกิดความเสียหาย  กรณีไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบีบบ มีแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เช่น 
           คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.37/2552 
           การที่ผู้มีอำนาจพิจารณาอนุมัติให้ข้าราชการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการโดยไม่ได้ใช้ดุลพินิจจัดให้ข้าราชการเข้าพักอาศัยในบ้านที่ว่างอยู่ ถือเป็นการจงใจกระทำผิดต่อกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ ทำให้รชการได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิด
          คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.10/2554
          การที่ดำเนินการจัดซื้อที่ดินโดยไม่มีการนำราคาประเมินของทางราชการและราคาที่ดินที่เคยมีการซื้อขายกันจริงมาเปรียบเทียบ เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐต้องจ่ายเงินเพื่อซื้อที่ดินเกินกว่าที่ควรที่จะต้องเสีย ถือเป็นการจงใจกระทำละเมิดต่อหน่วยงานของรัฐ
         
          การกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง มีแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เช่น 
         คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.10/2552
         การกระทำโดยมิได้เจตนาแต่เป็นการกระทำซึ่งบุคคลพึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น และหากใช้ความระมัดระวังแม้เพียงเล็กน้อยก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่กลับมิได้ใช้ความระมัดระวังเช่นว่านั้น 
        คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด อ.554/2562 
        ...ไม่ระมัดระวังรอบคอบศึกษาระเบียบกฎหมายให้ดี จนเป็นเหตุให้มีการออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และผลแห่งความประมาทเลินเล่อดังกล่าว เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีต้องเดินทางไปให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการฯ ตามหนังสือของคณะกรรมการที่แจ้งให้มาชี้แจง โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนต่อคณะกรรมการ การเดินทางไปให้ถ้อยคำจึงเป็นความจำเป็นเพื่อป้องกันสิทธิของตน แม้จะสามารถทำคำชี้แจงเป็นหนังสือพร้อมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องส่งคณะกรรมการทางไปรษณีย์ได้ก็ตาม แต่ย่อมมีสิทธิเลือกวิธีที่จะมาโต้แย้งและแสดงพยานหลักฐาน โดยมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการฯ ได้เช่นกัน การเดินทางไปให้ถ้อยคำจึงเป็นผลโดยตรงจากการที่มีคำสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทางละเมิดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงเป็นการกระทำละเมิด ตามมาตรา 420 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง) ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539..."


         คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 462/2551 
        การที่เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับอนุญาตให้ใช้รถยนต์ของทางราชการ และนำรถไปจอดไว้ที่พักได้เฉพาะ กรณีจำเป็นเร่งด่วน หรือที่จอดรถของทางราชการไม่ปลอดภัย โดยจอดรถไว้นอกรั้วบริเวณหน้าบ้านพักทั้งที่สามารถนำรถยนต์เข้าไปจอดภายในบ้านพัก เป็นเหตุให้รถยนต์ของทางราชการสูญหาย ถือเป็นการกระทำโดย ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 
          คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 549/2551
         กรณีเจ้าหน้าที่ขออนุญาตใช้รถยนต์ และขออนุญาตนำรถของทางราชการมาเก็บรักษาไว้ที่บ้านพัก ของตน ทราบว่าพนักงานขับรถไม่นำรถมาเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักของตนภายในเวลาอันสมควร แต่มิได้เอาใจใส่ ติดตามรถยนต์กลับคืนมาให้เพียงพอตามวิสัยและพฤติการณ์ที่ผู้ควบคุมรถพึงกระทำ และมิได้รายงานให้ ผู้บังคับบัญชาทราบ เป็นเหตุให้พนักงานขับรถนำรถไปใช้จนเกิดอุบัติเหตุ ถือว่าความเสียหายส่วนหนึ่งเกิดจาก การกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ควบคุมรถจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 50  
        คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. 72/2552 อ. 73/2550 อ. 456/2550
        การที่ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานด้านการจัดเก็บภาษีอากรและเงินผลประโยชน์ ของรัฐ ไม่จัดทำสมุดทะเบียนคุมเช็ค ตามระเบียบของทางราชการ เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุจริต ยักยอกเงิน ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
        คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ 13/2548
        การที่กรรมการตรวจการจ้างทำรายงานเสนอผู้มีอำนาจเกี่ยวกับการเพิ่มและลดงานตามสัญญาจ้าง ก่อสร้างอาคาร โดยไม่เป็นไปตามระเบียบและไม่ตรวจสอบราคาที่แท้จริง จนเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับ ความเสียหาย เนื่องจากงานส่วนที่ลด มีราคาสูงกว่างานส่วนที่ผู้รับจ้างต้องทำเพิ่ม ถือเป็นการกระทำ โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 
        คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ 214/2549
        การที่เลขานุการไม่ตรวจสอบใบเบิกเงินที่ผู้ช่วยเลขานุการนำเสนอ จนเป็นเหตุให้เกิดการทุจริตยักยอก เงินของทางราชการไป ย่อมเป็นการกระทำละเมิดในการปฏิบัติปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 
        คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่ 1287/2549
        การที่ผู้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติตามหนังสือเวียนกระทรวงการคลังที่กำหนดมาตรการป้องกัน การทุจริตในการนำเงินรายได้แผ่นดินส่งคลัง เป็นช่องทางให้ผู้ใต้บังคับบัญชากระทำการทุจริตยักยอกเงิน ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 
        คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.267/2550
        ผู้ควบคุมงานก่อสร้างมีหน้าที่จดบันทึกการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมเป็นรายวัน และผลการปฏิบัติงานเพื่อรายงานคณะกรรมการตรวจการจ้างทราบทุกสัปดาห์ การที่ผู้ควบคุมงานก่อสร้างไป ดูแลงานบางวัน และมิได้ปฏิบัติตามหน้าที่ดังกล่าว ถือว่าผู้ควบคุมงานไม่ปฏิบัติตามระเบียบ เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 
        คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่ 1022/2550 
        การที่คณะกรรมการตรวจการจ้าง ตรวจรับงานก่อสร้างอาคาร โดยไม่มีการปรับลดค่าจ้างก่อสร้างจาก การเปลี่ยนแปลงเสาเข็ม และการไม่ติดตั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบ เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 

         คำพิพากษาศาลปกครองกลาง ที่ 254/2550 
        การที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นตำแหน่งยามมีหน้าที่รักษาความปลอดภัยและทรัพย์สินของทางราชการ ได้หลับ ในขณะปฏิบัติหน้าที่ เป็นการบกพร่องต่อหน้าที่ในการดูแลรักษาความเรียบร้อยและความปลอดภัยตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของทางราชการสูญหาย ถือเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 
        คำพิพากษาศาลปกครอง สูงสุด ที่ อ.338-339/2549
        ผู้มีอำนาจอนุมัติจ่ายเงินของทางราชการโดยไม่ตรวจสอบเอกสารหลักฐานทั้งที่ปรากฏข้อพิรุธโดย ชัดแจ้ง เช่น การที่กรรมการตรวจรับสินค้าลงชื่อตรวจรับสินค้าโดยไม่ตรวจสินค้าจริง 
         คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.362/2549
        กรณีได้รับอนุญาตให้น ารถราชการไปเก็บรักษาที่บ้านพักเป็นครั้งคราว แต่น าไปเก็บรักษาไว้เป็น ประจ าทุกวัน บ้านพักเป็นสถานที่ไม่รั้วรอบขอบชิด เป็นทางสาธารณะที่คนทั่วไปใช้ร่วมกัน เป็นเหตุให้รถ ดังกล่าวถูกขโมย  

         นอกจากคำพิพากษาดังกล่าว กรณีต่อไปนี้ ถือเป็นการประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คือ  ทำผิดซ้ำๆในเรื่องเดียวกัน  ปฏิบัติผิดมาตรฐานวิชาชีพ  ฝ่าฝืนกฎหมาย ระเบียบ กฎ คำสั่ง ข้อบังคับ  กำหนดให้ปฏิบัติไว้แต่ไม่ได้ทำ หรือปฎิบัติตามนั้น  
          ยังมีคำพิพากษาศาลปกครองที่วินิจฉัยว่า " ผู้บังคับบัญชาลงลายมือชื่อในใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมไว้ล่วงหน้าและไม่ทำลายใบเสร็จดังกล่าว ก่อนที่จะย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น จนทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชานำใบเสร็จไปเรียกเก็บเงินเพื่อประโยชน์ส่วนตน ถือได้ว่าเป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
          การเบิกจ่ายเงินค่าจ้างทั้งที่ผู้รับจ้างไม่ได้ดำเนินการตามที่กำหนดในสัญญาเป็นการฝุาฝืนต่อระเบียบ ของทางราชการเกี่ยวกับการเบิกจ่ายเงินเป็นการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

          ก็พอสมควร สำหรับการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ พบกันใหม่ในบทความต่อไป 
         
          

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

ทวงถามหนี้ ไม่ถูกต้อง มีโทษทางปกครองและทางอาญา


 บทความโดยก้องทภพ  แก้วศรี

ทวงถามหนี้ ไม่ถูกต้อง

            เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2558 มีพระราชบัญญัติการทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใช้กับการทวงถามหนี้ของผู้ให้สินเชื่อ ผู้ประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จัดให้มีการเล่นการพนันเป็นปกติธุระตามกฎหมายว่าด้วยการพนัน และเจ้าหนี้อื่นซึ่งมีสิทธิรับชำระหนี้อันเกิดจากการกระทำเป็นทางการค้าปกติหรือปกติธุระของเจ้าหนี้ ไม่ว่าหนี้นั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ก็ตาม และหมายรวมถึงผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าหนี้ ผู้รับมอบอำนาจช่วงในการทวงหนี้ ผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ และผู้รับมอบอำนาจจากผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ด้วย ซึ่ง หนี้ในที่นี้คือ หนี้ที่ถึงกำหนดชำระแล้ว 

            สินเชื่อ หมายความว่า สินเชื่อที่ให้แก่บุคคลธรรมดาโดยการให้กู้ยืมเงิน การให้บริการบัตรเครดิต การให้เช่าซื้อ การให้เช่าแบบลิสซิ่ง และสินเชื่อในรูปแบบอื่นที่มีลักษณะทำนองเดียวกัน  ผู้ให้สินเชื่อ หมายความว่า บุคคลซึ่งให้สินเชื่อเป็นทางการค้าปกติ หรือ บุคคลซึ่งรับซื้อหรือรับโอนสินเชื่อต่อไปทุกทอด

            ลูกหนี้ หมายความว่า ลูกหนี้ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา และให้หมายความรวมถึงผู้ค้ำประกันซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาด้วย  กฎหมายฉบับนี้ จึงไม่ใช้บังคับกับลูกหนี้ที่เป็นนิติบุคคล 

            ทวงถามหนี้ ไม่ถูกต้อง มีโทษทางปกครองและโทษทางอาญา โดยลักษณะที่เป็นความผิดที่โทษทางอาญาเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ ตามกฎหมายฉบับนี้ มีดังนี้

            1.บุคคลใดจะประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ต้องจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต่อนายทะเบียน  ฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญา จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรั

            2.ห้ามผู้ทวงหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้ เพื่อทวงถามหนี้ เว้นแต่บุคคลซึ่งลูกหนี้ระบุไว้ฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญา จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้การติดต่อกับบุคคลอื่น ทำได้เพื่อสอบถามหรือยืนยันข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อทวงถามหนี้เท่านั้น และห้ามแจ้งถึงความเป็นลูกหนี้ เว้นแต่บุคคลอื่นนั้นเป็นสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของลูกหนี้ และบุคคลอื่นดังกล่าวได้สอบถามผู้ทวงถามหนี้ถึงสาเหตุของการติดต่อ และห้ามใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในหนังสือ หรือในสื่ออื่นใดที่ใช้ในการติดต่อสอบถาม ซึ่งทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อทวงถามหนี้ของลูกหนี้ ฝ่าฝืนมีความผิดทางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เช่นเดียวกัน

advertisement


            3.ห้ามผู้ทวงถามหนี้ กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะ

              (1) การข่มขู่ การใช้ความรุนแรง หรือกระทำอื่นใดที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ร่างกาย ชื่อเสียงหรือทรัพย์ของลูกหนี้ หรือผู้อื่น ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              (2) ใช้วาจาหรือภาษาที่เป็นการดูหมิ่นลูกหนี้ หรือผู้อื่น  หรือการแจ้งหรือเปิดเผยเกี่ยวกับความเป็นลูกหนี้ให้แก่ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทวงถามหนี้ หรือการติดต่อลูกหนี้โดยไปรษณียบัตร เอกสารเปิดผนึก โทรสาร หรือสิ่งอื่นใดที่สื่อใหทราบว่าเป็นการทวงถามหนี้อย่างชัดเจน เว้นแต่การบอกกล่าวบังคับจำนองด้วยวิธีการประกาศหนังสือพิมพ์ ซึ่งเจ้าหนี้ไม่สามารถติดต่อลูกหนี้โดยวิธีการอื่น หรือการใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้บนซองจดหมาย ในการติดต่อลูกหนี้ ที่ทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการติดต่อเพื่อการทวงถามหนี้ เว้นแต่ชื่อทางธุรกิจของผู้ทวงถามหนี้ ไม่ได้สือให้ทราบได้ว่าเป็นผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ (ยกเว้นการทวงถามหนี้เป็นหนังสือเพื่อจะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาล) ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

           4. ห้ามผู้ทวงถามหนี้กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะที่เป็นเท็จ หรือทำให้เกิดความใจผิด ดังนี้
               (1) การแสดงหรือใช้ข้อความ เครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือเครื่องแบบที่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการกระทำของศาล เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
               (2) การแสดงหรือมีข้อความที่ทำให้เชื่อว่าการทวงถามหนี้เป็นการกระทำโดยทนายความ สำนักทนายความ หรือสำนักงานกฎหมาย หรือการแสดงหรือมีข้อความทำให้เชื่อว่าจะถูกดำเนินคดี หรือจะถูกยึดอายัดทรัพย์ หรือเงินเดือน หรือ การติดต่อหรือการแสดงตนให้เชื่อว่าผู้ทวงถามหนี้ดำเนินการให้แก่บริษัทข้อมูลเครดิตหรือรับจ้างบริษัทข้อมูลเครดิต ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

            5.ห้ามผู้ทวงถามหนี้ กระทำการทวงถามหนี้ในลักษณะไม่เป็นธรรม ดังนี้ คือ การเสนอหรือจูงใจให้ลูกหนี้ออกเช็คทั้งที่รู้อยู่ว่าลูกหนี้อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

            6.ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำการดังต่อไปนี้
                (1) ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้
                (2) ทวงถามหนี้ หรือสนับสนุนการทวงถามหนี้ ซึ่งมิใช่ของตน เว้นแต่ในกรณีที่เป็นหนี้ของสามี ภริยา บุพการี หรือผู้สืบสันดานของตน หรือในกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นมีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย 
            ฝ่าฝืนข้อนี้ มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

advertisement



            ทวงถามหนี้ ไม่ถูกต้อง มีโทษทางปกครองด้วย นั่นคือ การถูกสั่งให้ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน หรือการให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง หรือเหมาะสมภายในระยะเวลาที่กำหนด หากผู้ทวงถามหนี้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง อาจถูกลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งแสนบาท โดยลักษณะการกระทำฝ่าฝืน คือ
            -ผู้ทวงถามหนี้ติดต่อกับบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ลูกหนี้ แล้วไม่ได้มีการแจ้งให้ทราบชื่อตัว ชื่อสกุล และแสดงเจตนาว่าต้องการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ หรือติดต่อหรอแสดงตนที่ทำให้เข้าใจผิด เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ติดต่อลูกหนี้ หรือ
            -บุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ หรือปฏิบัติการทวงหนี้ไม่ถูกต้องตามมาตรา 9 เช่น ให้ติดต่อตามสถานที่ลูกหนี้หรือบุคคลซึ่งลูกหนี้ได้ระบุไว้เพื่อการทวงถามหนี้ที่ได้แจ้งไว้ กรณีไม่ได้แจ้งไว้ให้ติดต่อตามภูมิลำเนา ถิ่นที่อยู่ หรือสถานที่ทำงานของบุคคลดังกล่าว  เวลาในการติดต่อโดยบุคคล โทรศัพท์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่น ในวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ติดต่อได้ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. ในวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.หรือ
            -ติดต่อเกินจำนวนครั้งที่เหมาะสมตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด หรือ
            -กรณีมอบอำนาจให้ทวงถามหนี้หรือมอบอำนาจช่วง  ให้แจ้งชื่อตัวและชื่อสกุล ชื่อหน่วยงานของตนและของเจ้าหนี้ และจำนวนหนี้   ถ้าเป็นการทวงถามต่อหน้าให้แสดงหลักฐานการมอบอำนาจให้ทวงถามหนี้ด้วย หรือ
            -เมื่อลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้ทวงถามแล้ว ให้ผู้ทวงถามหนี้ออกหลักฐานการชำระหนี้ให้ลูกหนี้ด้วย หรือ
            -เป็นการทาวงถามหนี้ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะอื่นตามที่คณะกรรมการฯกำหนด หรือ 
            -เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใดๆ เกินกว่าอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด 

           เมื่อลูกหนี้หรือบุคคลอื่น ได้รับการปฏิบัติจากผู้ทวงถามหนี้ที่เป็นการขัดต่อพระราชบัญญัตินี้ ตามที่กล่าวแล้วข้างต้น ให้ลูกหนี้หรือบุคคลอื่นนั้น มีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ประจำจังหวัด ซึ่งมี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีอัยการจังหวัด ผู้บัญชามณฑลทหารบกในพื้นที่ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด คลังจังหวัด ประธานสถาทนายความจังหวัด เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง ผู้แทนองค์กรพัฒนาภาคเอกชนในด้านการคุ้มคร้องผู้บริโภคซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งเป็นกรรมการ ปลัดจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ  ถ้าในกรุงเทพมหานคร ให้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำกรุงเทพมหานคร ซึ่งมี ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลเป็นประธานกรรมการ มีผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนมณฑลทหารบกที่ 11 ผู้แทนสภาทนายความ และผู้แทนองค์กรพัฒนาภาคเอกชนในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคซึ่งผู้บัญชาการตำรวจนครบาลแต่งตั้งเป็นกรรมการ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นกรรมการและเลขานุการ  มีอำนาจหน้าที่ภายในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ ในการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องเรียน  สั่งเพิกถอนการจดทะเบียนของผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ 

advertisement



            โดยให้ที่ทำการปกครองจังหวัด และกองบัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัดและคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำกรุงเทพมหานคร ตามลำดับ มีอำนาจหน้าที่ภายในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ ในการเป็นสำนักทะเบียนรับจดทะเบียนการประกอบธุรกิจทวงถามหนี้  รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ ติดตามสอดส่องพฤติการณ์ของผู้ทวงถามหนี้ หรือกำกับการปฏิบัติของผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ ฯ  

            ในการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ ให้ที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจเป็นสถานที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ได้ด้วย และให้หัวหน้าหน่วยงานดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงและเอกสารเพื่อส่งเรื่องต่อไปยังที่ทำการปกครองจังหวัด หรือกองบัญชาการตำรวจนครบาล แล้วแต่กรณี 

           กรณีที่คณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ประจำจังหวัด หรือประจำกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี มีคำสั่งลงโทษผู้ทวงถามหนี้ที่ฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ เป็นคำสั่งปรับทางปกครอง ผู้ทวงถามหนี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งให้ชำระค่าปรับต่อคณะกรรมการได้ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และคณะกรรมการฯ ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด 

           เมื่อคณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัดหรือกรุงเทพมหมานคร มีคำสั่งปรับทางปกครองแล้ว ไม่ยอมชำระค่าปรับทางปกครอง จะมีการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทาปกครอง และถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการบังคับตามคำสั่งหรือมีแต่ไม่สามารถดำเนินการบังคับทางปกครองได้ คณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ประจำจังหวัดหรือประจำกรุงเทพมหานคร แล้วกรณี มีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลปกครอง เพื่อบังคับชำระค่าปรับต่อไป และถ้าศาลเห็นว่าคำสั่งให้ชำระค่าปรับนั้นชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาและบังคับให้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์สินขายทอดตลาดเพื่อชำระค่าปรับได้ 

           คณะกรรมการกำกับการทวงถามหนี้ประจำจังหวัดหรือประจำกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี มีอำนาจสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนของผู้ประกอบการทวงถามหนี้ได้ เมื่อปรากฎว่าผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ เคยถูกลงโทษปรับทางปกครองและถูกลงโทษซ้ำอีกจากการกระทำความผิดอย่างเดียวกัน หรือ กระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติที่มีโทษทางอาญาตามพระราชบัญญัตินี้ โดยผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนต่อคณะกรรมการฯ ได้ ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง และคณะกรรมการฯ ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด

            กรณีผู้ทวงถามหนี้ กระทำการฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัตินี้ ที่มีโทษจำคุกจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือเป็นการกระทำฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ คณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแต่งตั้งมีอำนาจเปรียบเทียบคดีได้ เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทำการเปรียบเทียบ และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามคำเปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการกำหนดแล้ว ถือว่าคดีนั้นเป็นอันเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 

            แต่ถ้าเป็นการกระทำฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัตินี้ ที่มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่สามารถทำการเปรียบเทียบคดีได้ ต้องดำเนินคดีต่อไปในชั้นศาล ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน ไม่สามารถยอมความกันได้ 

            ที่นำเสนอเป็นเนื้อหาโดยสรุปของพระราชบัญญัติทวงถามหนี้ ที่ลูกหนี้รวมถึงบุคคลที่ค้ำประกันลูกหนี้ หากถูกทวงถามหนี้ที่มีลักษณะที่ฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัตินี้ ก็สามารถร้องเรียนต่อคณะกรรมการกำกับการทวงหนี้ประจำจังหวัดหรือประจำกรุงเทพมหานคร โดยจะร้องเรียนที่ทำการปกครองจังหวัด และกองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ ที่ว่าการอำเภอและสถานีตำรวจเป็นสถานที่รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทวงถามหนี้ ในเขตพื้นที่ที่มีการทวงถามหนี้โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้  


วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2564

การฟ้องเพิกถอนกฎ และคำสั่งทางปกครอง

 บทความโดยนายก้องทภพ แก้วศรี


การฟ้องเพิกถอนกฎและคำสั่งทางปกครอง

(คลิกโฆษณาในบล๊อก ส่งกำลังใจให้ผู้จัดทำ)

           การยื่นฟ้องคดีปกครอง ผู้มีสิทธิฟ้องต่อศาลปกครอง  คือ ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำ หรือการงดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง หรือกรณีอื่นใดที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองหรือวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 และการแก้ไขหรือบรรเทาความเดือดร้อนหรือความเสียหาย หรือยุติข้อโต้แย้งนั้น ต้องมีคำบังคับตามที่กำหนดในมาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน ผู้นั้นมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด  

           กรณีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ  คำสั่งหรือการกระทำอื่นใด เนื่องจากการกระทำโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่ หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือโดยไม่ถูกต้องตามรูปแบบขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญที่กำหนดไว้สำหรับการกระทำนั้น หรือโดยไม่สุจริต หรือมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จำเป็น หรือสร้างภาระให้เกิดกับประชาชนเกินสมควร หรือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ (มาตรา 9(1) ซึ่งต้องการให้ศาลกำหนดคำบังคับให้เพิกถอนกฎ หรือคำสั่ง หรือสั่งห้ามกระทำทั้งหมดหรือบางส่วน (มาตรา 72) โดยที่ 

            กฎ หมายความว่า พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น ระเบียบ ข้อบังคับ หรือบทบัญญัติอื่นที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดหรือบุคคลใดเป็นการเฉพาะ (มาตรา 5 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539)

            การฟ้องเพิกถอนกฎ  จะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี (มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองหรือวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542) โดยมติที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครอง ครั้งที่ 3/2554 วินิจฉัยวางหลักเกี่ยวกับวันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี เพื่อให้เพิกถอนกฎว่า "เมื่อกฎมีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา หรือมีประกาศโดยวิธีอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและมีผลใช้บังคับแล้ว หากบุคคลซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของกฎเช่นว่านั้นประสงค์จะฟ้องต่อศาลปกครองว่า กฎไม่ชอบด้วยกฎหมาย วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่มีการลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา หรือวันที่มีการประกาศโดยวิธีการอื่นดังกล่าว และกฎนั้นมีผลใช้บังคับแล้ว กรณีกฎมิได้ลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา หรือมิได้มีการประกาศโดยวิธีการอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้นั้นได้รู้หรือควรรู้ถึงกฎหมายนั้นตามความเป็นจริง " (ที่มาบทความ "กำหนดเวลาฟ้องเพิกถอน ข้อบัญญัติท้องถิ่น" ของนางณัฐท์เนตร เศวตอริยพงษ์ เจ้าหน้าที่ศาลปกครองชำนาญการพิเศษ)


            สำหรับ คำสั่งทางปกครองนั้น หมายความว่า (1) การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล ในอันที่จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชั่วคราว เช่น การสั่งการ การอนุญาต การอนุมัติ การวินิจฉัยอุทธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่ได้หมายความรวมถึงการออกกฎ และ(2) การอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวง (มาตรา 5 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539)

            การฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง  จะต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วัน นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี หรือนับแต่วันที่พ้นกำหนด 90 วันนับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดีได้มีหนังสือร้องขอต่อหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดและไม่ได้รับหนังสือชี้แจงจากหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือได้รับแต่เป็นคำชี้แจงที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าไม่มีเหตุผลแล้วแต่กรณี เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น   (มาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลปกครองหรือวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542)  

             ในกรณีที่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายในเรื่องใดไว้โดยเฉพาะ การฟ้องคดีปกครองในเรื่องนั้น จะทำได้ต่อเมื่อมีการดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการดังกล่าว และได้มีการสั่งการตามกฎหมายนั้น หรือมิได้มีการสั่งการภายในเวลาอันสมควร หรือภายในเวลาที่กฎหมายนั้นกำหนด เช่น ในเรื่องนั้น กฎหมายกำหนดให้อุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด จะต้องมีการอุทธรณ์ภายในเวลาที่กำหนดเสียก่อน  เป็นต้น (มาตรา 42วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองหรือวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542)   

            แต่คำสั่งทางปกครองที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้งต่อไปได้ ให้ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์หรือโต้แย้ง การยื่นคำอุทธรณ์หรือคำโต้แย้ง และระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์หรือโต้แย้งดังกล่าวไว้ด้วย ในกรณีที่มีการฝ่าฝืน ให้ระยะเวลาสำหรับการอุทธรณ์ หรือโต้แย้งเริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้ง แต่ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่และระยะเวลาดังกล่าวมีระยะเวลาสั้นกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง กล่าวคือ คำสั่งทางปกครองต้องแจ้งกรณีและระยะเวลาที่อาจอุทธรณ์ได้ไว้ด้วย ถ้าไม่แจ้งผู้นั้นสามารถอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นได้ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่งทางปกครอง (มาตรา 40 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) 

            คำสั่งทางปกครองใดไม่ได้ออกโดยรัฐมนตรีและไม่มีกฎหมายกำหนดขั้นตอนอุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองไว้เป็นการเฉพาะ ให้คู่กรณีอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้น โดยยื่นต่อเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองภายใน 15 วันนับแต่วันที่ตนได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว  คำอุทธรณ์ต้องทำเป็นหนังสือโดยระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย(มาตรา 44 พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) ให้เจ้าหน้าที่ พิจารณาคำอุทธรณ์และแจ้งผู้อุทธรณ์โดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ในกรณีที่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงคำสั่งทางปกครองตามความเห็นของตนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวด้วย (มาตรา 45วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) เช่น คำสั่งเลื่อนเงินเดือน ผลการประเมิน การไม่อนุญาตให้ลา ไม่อนุญาตให้เบิกเงินต่างๆ เป็นต้น เมื่อได้รับคำสั่งแล้ว ถ้าไม่พอใจให้อุทธรณ์ต่อผู้ทำคำสั่งภายใน 15 วัน และผู้ทำคำสั่งต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ถ้าผู้อุทธรณ์ยังไม่ได้รับแจ้งผล ก็สามารถฟ้องคดีได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่พ้น 90 วันนับแต่วันที่ยื่นอุทธรณ์  

              ถ้าเจ้าหน้าที่ ไม่เห็นด้วยกับคำอุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนก็ให้เร่งรายงานความเห็นพร้อมเหตุผลไปยังผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา30 วันนับแต่วันที่ได้รับอุทธรณ์ ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาคำอุทธรณ์พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ตนได้รับรายงาน ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว ในการนี้ ให้ขยายเวลาพิจารณาอุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว (มาตรา 45 วรรคสอง พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539) กล่าวคือ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์จากกรณีที่ผู้ทำคำสั่งไม่เห็นด้วยกับอุทธรณ์ ต้องพิจารณาอุทธรณ์นั้นให้เสร็จภายใน 30 วันนับแต่ที่ได้รับรายงาน ถ้าพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ และไม่ได้แจ้งผู้อุทธรณ์ทราบ  ผู้อุทธรณ์สามารถฟ้องคดีได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่พ้น 90 วันนับแต่วันที่ยื่นอุทธรณ์  

            คำสั่งใดที่อาจฟ้องต่อศาลปกครองได้ ให้ออกคำสั่งระบุวิธีการยื่นคำฟ้องและระยะเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องไว้ในคำสั่งดังกล่าวด้วย ในกรณีปรากฎต่อผู้ออกคำสั่งใดในภายหลังว่า ตนมิได้ปฏิบัติตาม ให้ผู้นั้นดำเนินการแจ้งข้อความนั้น ให้ผู้รับคำสั่งทราบโดยมิชักช้า ในกรณีนี้ให้ระยะเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องเริ่มนับใหม่นับแต่วันที่ผู้รับคำสั่งได้รับแจ้งข้อความดังกล่าว ถ้าไม่มีการแจ้งใหม่ และระยะเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องมีกำหนดน้อยกว่าหนึ่งปี ให้ขยายเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องเป็นหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง (มาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองหรือวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542) กล่าวคือ การแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ หรือคำสั่งทางปกครองใดที่ไม่ต้องอุทธรณ์ก่อน โดยการแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ หรือคำสั่งทางปกครองนั้น ไม่ระบุวิธีการยื่นคำฟ้องและระยะเวลาสำหรับยื่นคำฟ้องไว้ด้วย ให้ระยะเวลายื่นฟ้องขยายเป็น หนึ่งปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ หรือคำสั่งทางปกครองที่ไม่ต้องมีการอุทธรณ์ก่อน


        การยื่นฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง เมื่อมีการอุทธรณ์คำสั่งนั้นแล้ว จะยื่นฟ้องคดีได้เมื่อใดนั้น คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่ อ.1571/2559 วางหลักไว้ว่า "ในการพิจารณาอุทธรณ์นั้น มาตรา 45 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้กำหนดว่าผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์จะต้องพิจารณาอุทธรณ์ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วันนับแต่วันที่เจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่งทางปกครองได้รับคำอุทธรณ์ หากมีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ต้องมีหนังสือแจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกำหนด 60 วัน ระยะเวลาการพิจารณาอทุธรณ์ จึงจะขยายออกไปอีก 30 วันนับแต่วันครบกำหนด 60 วัน เมื่อไม่ปรากฏว่าผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา 45 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ประกอบข้อ 2(5) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2540) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ได้แจ้งเหตุจำเป็นต้องขยายระยะเวลาพิจารณาอุทธรณ์ให้ผู้ฟ้องดคีทราบ จึงต้องถือวันที่ครบ 60 วัน คือ วันที่ 12 เมษายน 2551 เป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีได้ดำเนินการแก้ไขความเดือดร้อนหรือเสียหายครบตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว และสามารถใช้สิทธิฟ้องคดีได้ตามมาตรา 42 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 โดยถือว่าวันถัดจากวันครบกำหนด 60 วัน คือ วันที่ 13 เมษายน 2551 เป็นวันที่ผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดี และนับเป็นวันแรกที่เริ่มใช้สิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ซึ่งผู้ฟ้องคดีต้องยื่นฟ้องภายใน 90 วันนับแต่วันดังกล่าว คือ ภายในวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 ตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์อีกต่อไป การที่นำคดีมายื่นฟ้องของให้ศาลเพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 จึงเป็นการยื่นฟ้องเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการฟ้องคดีตามที่กฎหมายกำหนด"

        "ต่อมาผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ มีหนังสือลงวันที่ 21 พฤษภาคม 2552 แจ้งว่าได้วินิจฉัยว่า คำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีฟังไม่ขึ้น และสั่งยกอุทธรณ์ พร้อมแจ้งว่าหากไม่เป็นที่พอใจ อาจฟ้องร้องต่อศาลปกครองได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ คำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปครองที่เกิดขึ้นใหม่และมีผลเป็นการยืนยันคำสั่งให้ชดใช้ค่าสินใหมทดแทน แม้คำขอท้ายฟ้องจะไม่ได้ระบุขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ แต่ได้นำคดีมาฟ้องภายหลังจากที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ย้่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่า ผู้ฟ้องคดีมีความประสงค์จะให้ศาลพิจารณาผลคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ยกอุทธรณ์ด้วย ซึ่งมีสิทธิฟ้องคดีขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ และถึงแม้ว่าจะไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า ได้รับแจ้งเมื่อใด แต่ก็พอจะพิจารณาได้ว่าได้รับแจ้งอย่างเร็วที่สุด คือวันที่ 21 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่ลงในหนังสือแจ้งผล และถือว่าผู้ฟ้องคดีรู้หรือควรรู้ถึงเหตุแห่งการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์อย่างเร็วที่สุดในวันที่ 21 พฤษภาคม 2552 การที่ผู้ฟ้องคดีนำคดีมาฟ้องต่อศาลในวันที่ 17 สิงหาคม 2552 จึงเป็นการยื่นฟ้องภายในระยะเวลาการฟ้องคดีตามมาตรา 49 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 "

            กล่าวโดยสรุป การฟ้องคดีปกครองเพิกถอนกฎ ไม่ต้องมีการยื่นอุทธรณ์ ส่วนการฟ้องเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการแก้ไขความเดือดร้อนของเรื่องนั้นก่อน นั่นคือต้องยื่นอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองนั้นก่อนเสมอ ยื่นแล้วก็นับเวลาฟ้องคดีได้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ซึ่งตามแนวคำสั่งและคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าว สามารถนำมาเป็นแนวทางในการนับระยะเวลายื่นฟ้องได้ 

************************

ขอขอบคุณ 

           ๑.บทความ "กำหนดเวลาฟ้องเพิกถอน ข้อบัญญัติท้องถิ่น" ของนางณัฐท์เนตร เศวตอริยพงษ์ เจ้าหน้าที่ศาลปกครองชำนาญการพิเศษ และคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่เผยแพร่ทางเว็บไซด์  http://www.admincourt.go.th  

           ๒.ภาพจากเว็บไซด์ https://www.freepik.com/