วันพุธที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)

 บทความโดย นายก้องทภพ  แก้วศรี 

             พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (Personal Data Protection Act: PDPA) ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2562 ใช้บังคับในวันถัดจากวันที่ประกาศ แต่ในหมวด 2 ที่ว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หมวด3 ที่ว่าด้วยสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบคคล หมวด5ที่ว่าด้วยการร้องเรียน หมวด 6 ที่วาด้วยความรับผิดทางแพ่ง  หมวด 7 บทกำหนดโทษ   โทษอาญา โทษทางปกครอง ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 1ปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป (ตั้งแต่่วนที่ 28มิถุนายน2563 )ซึ่งในเวลานี้ก็ถือว่าใช้บังคับทุกหมวดแล้วครับ

              ข้อมูลส่วนบุคคล 

               ตามพระราชบัญญัตินี้  ข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา6) หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ  เช่น  ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขประชาชน เบอร์โทรศัพท์  อีเมล์ ภาพถ่ายทีสามารถบุคคลตัวบุคคลได้  บิลแจ้งหนี้ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ เป็นต้น

                ข้อมูลส่วนบุคคล ตามมาตรา 26 ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว(Sensitive Personal Data)   (อ้างอิงจากเว็บไซต์ https://pdpathailand.com/pdpa/content/article9919.php?srsltid=AfmBOora7RIB7cdixVr21tj5zDat_wTdRlYsB--M5gGfV3NGuNDNWuKR)  ที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ เผ่าพันธ์ุ ความคิดเห็นทางการเมือง ความเชื่อในสัทธิ ศาสนา หรือปรัชญา พฤติกรรมทางเพศ ประวัติอาชญากรรม ข้อมูลสุขภาพ ความพิการ ข้อมูลสหภาพแรงงาน ข้อมูลพันธุกรรม ข้อมูลชีวภาพ หรือข้อมูลอื่นใด ซึ่งกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

                พระราชบัญญัติฉบับนี้ ใช้บังคับกับ

                การเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร ไม่ว่าการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยนั้น จะกระทำในหรือนอกราชอาณาจักร  และกรณีผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ที่อยู่นอกราชการอาณาจักร แต่การเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร โดยการดำเนินกิจกรรมของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลข้อมูลส่วนบุคคล ในกิจกรรมเกี่ยวกับการเสนอสินค้าหรือบริการให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งอยู่ในราชอาณาจักร การเฝ้าติดตามพฤติกรรมของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่เกิดขึ้นในราชอาณาจักร 

                พระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ใช้บังคับกับ

                (1) การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ของบุคคลที่ทำการเก็บรวมรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อกิจกรรรมในครอบครัวนั้นเท่านั้น 

                 (2) ไม่ใช้บังคับกับการดำเนินการของหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่รักษาความมั่นคงของรัฐ ความมั่นคงทางการคลังของรัฐ หรือการรักษาความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นิติวิทยาศาสตร์ หรือการรักษาความมั่งคงปลอดภัยใซเบอร์ 

                 (3) ไม่ใช่บังคับกับบุคคลหรือนิติบุคคลที่ใช้หรือเปิดผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ทำการเก็บรวบรวมไว้เฉพาะเพื่อกิจการสื่อสาร งานศิลปกรรมหรืองานวรรณกรรมอันเป้นไปตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะเท่านั้น 

                 (4) ไม่ใช้บังคับกับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาและรัฐสภา รวมถึงคณะกรรมาธิการที่ตั้งโดยสภาดังกล่าว ซึงการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ในการพิจารณาตามหน้าที่และอำนาจของสภาดังกล่าว  

                  (5) ไม่ใช้บังคับกับการพิจารณาพิพากษาคดีและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการพิจารณาคดี การบังคับคดี และการวางทรัพย์ รวมทั้งการดำเนินเงินตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 

                   (6) ไม่ใช่บังคับกับการดำเนินการกับข้อมูลของบริษัทข้อมุลเครดิตและสมาชิกตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต โดยผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลตามนี้จะต้องจัดให้มีการรักษาความมั่งคงปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นไปตามมาตรฐานด้วย 

                ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หมายถึงใคร

               ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตามพระราชบัญญัตินี้ หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตัดสินใจเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมุูลส่วนบุคคล    

               ผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่า บุคคลหรือนิติบุคคลซึ่งดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบคคลตามคำสั่งหรือในนามผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล โดยที่ไม่ได้เป็นผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

                ตัวอย่าง ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ  เช่น สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กระทรวงการคลัง  กรมบัญชีกลาง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ ฯลฯ 

               การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา19-21)

                ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลจะทำการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้ หากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้ให้ความยินยอมไว้ก่อนหรือขณะนั้น เว้นแต่บทบัญญัติกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้ทำได้  

                การขอความยินยอมต้องทำโดยชัดแจ้ง เป็นหนังสือหรือโดยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เว้นแต่สภาพไม่อาจขอควมยินยอมด้วยวิธีดังกล่าวได้

                ในการขอความยินยอมจากเจ้าของ ผู้ควบคุมต้องแจ้งวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมุลส่วนบุคคลไปด้วย และการขอความยินยอมต้องแยกส่วนออกจากข้อความอื่นอย่างชัดเจนมีแบบหรือข้อความที่เข้าถึงได้ง่ายและเข้าใจได้ ใชภาษาที่อ่านง่าย ไม่เป็นการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์ 

                เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล จะถอนความยินยอมเมื่อใดก็ได้ และจะต้องถอนความยินยอมได้ง่ายเช่นเดียวกับการให้ความยินยอม เว้นถูกจำกัดสิทธิโดยกฎหมายหรือสัญญาที่ให้ประโยชน์แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล  หากการถอนความยินยอมส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลใเรื่องใด ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องแจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบถึงผลกระทบจากการถอนความยินยอมนั้นด้วย

                เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นผู้เยาว์

                 ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส (การสมรสจะทำได้เมื่อชายและหญิงมีอายุครบ 17 ปีบริบูรณ์ แล้ว  กรณีมีเหตุอันสมควร ศาลอาจอนุญาตให้ทำการสมรสก่อนนั้นได้ ป.พ.พ.1448) หรือไม่มีฐานะเหมือนบุคคลซึ่งบุคคลนิติภาวะแล้วตามมาตรา 27 ป.พ.พ.(ผู้เยาว์ที่ผู้แทนโดยชอบธรรมยินยอมให้ประกอบธุรกิจทางการค้าหรือธุรกิจอื่น หรือในการทำสัญญาเป็นลูกจ้างในสัญญาจ้างแรง) ผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใชอำนาจทางปกครองที่มีอำนาจกระทำการแทนผู้เยาว์ด้วย ผู้เยาว์ที่อายุไม่เกิน 10 ปี ให้ขอความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจทางปกครองที่มีอำนาจกระทำแทนผู้เยาว์ ผู้เยาว์เป็นคนไร้ความสามารถขอความยินยอมจากผู้อนุบาลที่มีอำนาจฯ  ผู้เยาว์เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถขอความยินยอมจากผู้พิทักษ์ที่มีอำนาจ ให้ใช้ถึงการถอนความยินยอม การแจ้งให้เจ้าของข้อมูลทราบ การใช้สิทธิของเจ้าของข้อมูล การร้องเรียนและการอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ (มาตรา20)

                ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องทำการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไว้ก่อนหรือในขณะที่เก็บรวบรวม (มาตรา 21) 

                 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา22-26)

                 การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ให้เก็บรวบรวมได้เท่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล 

                 ในการเก็บรวมรวบข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล จะต้องให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ถึงรายละเอียด  (มาตรา23)

                 (1)วัตถุประสงค์ของการเก็บ เพื่อนำข้อมูลไปใช้หรือเปิดเผย รวมถึงวัตถุประสงค์ตามมาตรา 24 ที่ให้อำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอม 

                 (2) แจ้งให้ทราบถึงกรณีที่เจ้าของข้อมูลต้องให้ข้อมูล เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายหรือสัญญา หรือมีความจำเป็นต้องให้ข้อมูลเพื่อเข้าทำสัญญา รวมถึงผลกระทบที่เป็นไปได้จากการไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคล  

                 (3) ข้อมูลส่วนบุคคลทีมีการเก็บรวบรวมและระยะเวลาในการเก็บรวบรวมไว้ 

                 (4)ประเภทของบุคคลหรือหน่วยงาน ซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมอาจจะถูกเปิเดเผย 

                 (5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล สถานที่ติดต่อ และวิธีการติดต่อในกรณีที่มีตัวแทนหรือเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล 

                 (6)สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

                  ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เกี่บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยตรง เว้นแต่ได้แจ้งถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแห่งอื่นให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่เก็บรวบรวม และได้รับความยินยอม หรือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รัการยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอม (มาตรา 25)

                  การเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับความยินยอม(มาตรา24) 

                  (1) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่เกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประวัติศาสตร์หรือจดหมายเหตุเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยหรือสถิติซึ่งได้จัดให้มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสมฯ 

                  (2)  เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือสุขภาพของบุคคล  

                  (3) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นคู่สัญญาหรือเพื่อใช้ในการดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเข้าทำสัญญานั้น 

                  (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล 

                  (5) เป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลสวนบุคคลหรือของบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล 

                  (6) เเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล  

                   ห้ามเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว (Sensitive Personal Data) โดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ ( มาตรา 26)

                   (1) เพือป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวติ ร่างกาย หรือสุขภาพของบุคคลซึ่งเจ้าของข้อมูลไม่สามารถให้ความยินยอมได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม 

                  (2) เป็นการดำเนินกิจกรรมโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีการคุ้มครองที่เหมาะสมของมูลนิธิ สมาคม หรือองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการเมือง ศาสนาม ปรัชญา หรือสหภาพแรงงานให้แก่สมาชิกหรือผู้เคยเป็นสมาชิก ฯ 

                  (3) เป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะดวยความยินยอมโดยชัดแจ้งของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 

                  (4) เป็นการจำเป็นเพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย 

                  (5) เป็นการจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เกี่ยวกับเวชศาสตร์ป้องกันหรืออาชีวเวชศาสตร์ ประโยชน็สาธารณะด้านการสาธารณะสุข การคุ้มครองแรงงาน การประกันสังคม หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ สถิติหรือประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ ฯ

                  การใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

                  ห้ามมิให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ใช้หรือเปิดผยข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เว้นแต่ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมได้โดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24 หรือมาตรา 26  

                  บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากการเปิดเผยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าว จะต้องไม่ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมุลส่วนบุคคลในการขอรับข้อมูลส่วนบุคคลนั้น (มาตรา27)  

                  ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูล ต้องมีมาตรฐานความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ ตามหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองที่คณะกรรมการประกาศกำหนด เว้นแต่

                  (1)  เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย 

                  (2)   ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลโดยได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ทราบถึงมาตรฐานการคุ้มครองที่เพียงพอของประเทศปลายทาง  

                  (3)  เป็นการจำเป็นเพื่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งเจ้าของข้อมูลเป็นคู่สัญญาหรือดำเนินการตามคำขอของเจ้าของข้อมูลก่อนเข้าทำสัญญานั้น 

                  (4) เป็นการกระทำตามสัญญาระหว่างผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลกับบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น เพื่อประโยชน์ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 

                  (5) เพื่อป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือสุขภาพของเจ้าของข้อมุลส่วนบุคคลหรือบุคคลอื่น เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลไม่อาจให้ความยินยอมได้  

                  (6) เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะที่สำคัญ 

                  หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 37)

                  (1) จัดให้มีมาตรการรักษาความมั่งคงปลอดภัยที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ และต้องทบทวนมาตรการดังกล่าวเมื่อมีความจำเป็นฯ

                  (2) กรณีที่ต้องให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลหรือนิติบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ต้องดำเนินการป้องกันมิให้ผู้นั้นใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ

                  (3) จัดให้มีระบบตรวจสอบ เพื่อดำเนินการลบหรือทำลายข้อมูลส่วนบุคคล เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการเก็บรักษา หรือที่ไม่เกี่ยวข้องหรือเกินความจำเป็นตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวมข้อมุลส่วนบุคคลนั้น หรือตามที่เจ้าของข้อมูลร้องขอ หรือที่เจ้าของฯ ถอนความยินยอม ฯ 

                  (4) แจ้งเหตุแห่งการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แก่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ชักช้า ภายใน 72 ชั่วโมงนับแต่ทราบเหตุเท่าที่สามารถกระทำได้ เว้นแต่การละเมิดไม่มีความเสียงที่จะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคล 

                  (5) กรณีผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอยู่นอกราชอาณาจักร ต้องแต่งต้ังตัวแทนของผู้ควบคุมข้อมุลส่วนบุคคลเป็นหนังสือ ซึ่งตัวแทนต้องอยู่ในราชอาณาจักรและต้องได้รับมอบอำนาจให้กระทำแทนผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่มีข้อจำกัดความรับผิดใดๆ ที่เกี่ยวกับการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลตามวัตถุประสงค์ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล 

                   ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลบันทึกรายการ เพื่อให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงานสามารถตรวจสอบได้ จะบันทึกเป็นหนังสือหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ได้ อย่างน้อยดังต่อไปนี้ (มาตรา39)

                    (1) ข้อมูลส่วนบุคคลที่มีการรวบรวม

                    (2) วัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลแต่ละประเภท 

                    (3) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล

                    (4) ระยะเวลาการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล

                    (5) สิทธิและวิธีการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคคล เงื่อนไขเกี่ยวกับบุคคลที่มีสิทธิเข้าถึงและเงื่อนไขในการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

                    (6) การใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอม

                    (7) การปฏิเสธคำขอหรือการคัดค้านคำขอ 

                    (8) คำอธิบายเกี่ยวกับมาตรการรักษาความมั่งคงปลอดภัย เกี่ยวกับการสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ            

                   ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลและผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (มาตรา 41) ในกรณีดังต่อไปนี้

                   (1) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เป็นหน่วยงานของรัฐตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

                    (2) การดำเนินกิจกรรมของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ในการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผย จำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือระบบอย่างสม่ำเสมอโดยเหตุที่มีข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก

                    (3) กิจกรรมหลักของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล เป็นการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่มีความอ่อนไหว ตามมาตรา 26

                  สิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 

                  1.สิทธิในการเข้าถึงและขอรับสำเนา

                  (มาตรา30 )เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีสิทธิเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตน ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยถึงการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคลดังกล่าวที่ตนไม่ได้รับความยินยอม

                  ผู้ควบคุมคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติตามคำขอ จะปฏิเสธคำขอได้เฉพาะกรณีที่เป็นการปฏิเสธตามกฎหมายหรือคำสั่งศาล และการเข้าถึงและขอรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคลนั้น จะส่งผลกระทบที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้น

                  ในกรณีที่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลปฏิเสธคำขอ ต้องบันทึกการปฏิเสธคำขอดังกล่าวพร้อมเหตุผล  และหากเป็นกรณีที่ไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ ให้ดำเนินการตามคำขอโดยไม่ชักช้า แต่ต้องไม่เกิน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ  

                  (มาตรา31) เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีสิทธิขอรับข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตนจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้ 

                   2.สิทธิคัดค้านการเก็บรวบรม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

                  (มาตรา32) เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับตรเมือใดก็ได้ 

                  (1) กรณีเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมโดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24(4) หรือ(5) เว้นแต่ผู้ควบคุมจะพิสูจน์ได้ว่า การเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลได้แสดงให้เห็นเหตุอันชอบด้วยกฎหมายที่สำคัญยิ่งกว่า หรือการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้น เป็นไปเพื่อก่อต้ังสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฎิบัติตาม หรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย 

                  (2) กรณีเป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับตลาดแบบตรง 

                (ตลาดแบบตรง (Direct Marketing) คือ การทำตลาดสินค้าหรือบริการโดยผ่านการสื่อสารข้อมูล เช่น โทรศัพท์ อีเมล SMS หรือสื่อออนไลน์ เพื่อเสนอขายสินค้าหรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภคที่อยู่ห่างไกล โดยมุ่งหวังให้ผู้บริโภคตอบกลับเพื่อซื้อสินค้า)

                  (3) กรณีเป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลเพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือสถิติ เว้นแต่เป็นการจำเป็นเพื่อการดำเนินภาคกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมส่วนบุคคล 

                   ในกรณีที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลใช้สิทธิคัดค้าน ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไปได้  ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องปฏิบัติโดยแยกส่วนออกจากข้อมูลอื่นอย่างชัดเจนในทันที เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้แจ้งการคัดค้านให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลทราบ

                    3.สิทธิขอให้ดำเนินการ ลบ หรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลไม่สามารถระบุตัวเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้  

                   (มาตรา33) เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคค ดำเนินการ ลบหรือทำลาย หรือทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุตัวบุคคลที่เป็นเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลได้ เมื่อ

                   (1) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลหมดความจำเป็นในการเก็บรักษาไว้ตามวัตถุประสงค์ในการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล

                   (2) เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ถอนความยินยอมในการเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นได้ต่อไป

                  (3) เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ประเภทที่เก็บรวบรวมโดยได้รับยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอม เพราะเหตุเป็นการจำเป็นเพื่อการปฏบัติหน้าที่ในการดำเนินภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อำนาจรัฐที่ได้มอบให้แก่ผู้ควบคุมขอมูลส่วนบุคคล หรือเป็นการจำเป็นเพื่อประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล  (มาตรา 24(4)หรือ(5)) และผู้ควบคุมไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ หรือเป็นการคัดค้านกรณีเป็นการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์เกี่ยวกับตลาดแบบตรง

                (4) เมื่อข้อมูลส่วนบุคคลได้ถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยโดยไม่ขอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัตินี้ 

                4.สิทธิขอให้ระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล

                   เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีสิทธิขอให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลระงับการใช้ข้อมูลส่วนบุคคล ในกรณี       (1) ผู้ควบคุมส่วนบุคคลอยู่ในระหว่างการตรวจสอบตามที่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลร้องขอให้ดำเนินการให้ข้อมูลส่วนบุคคลนั้นถูกต้อง เป็นปัจจุบัน สมบูรณ์ และไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด

                   (2) เมื่อเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องลบหรือทำลาย ข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้ถูกเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดผยโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลขอให้ระงับการใช้แทน

                   (3) เมื่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล มีความจำเป็นต้องขอให้เก็บไว้เพื่อการก่อตั้งสิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย การปฏิบัติตามหรือการใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย หรือการยกขึ้นต่อสู้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมาย 

                    (4) เมื่อผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ในระหว่างการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บรวบรวมโดยได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอความยินยอมตามมาตรา 24(4) หรือ(5) หรือตามมาตรา 32(3) เพื่อปฏิเสธคำคัดค้านของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล

                    กรณีผู้ควบคุมข้อูลส่วนบุคคลไม่ดำเนินการ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลมีสิทธิร้องเรียนต่อคณะกรรมการผู้เชี่ยวขาญ เพื่อสั่งให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลดำเนินการได้ 

                

    

 


              

             

บทกำหนดโทษ PDPA

บทความโดย นายก้องทภพ  แก้วศรี

            

                 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 (Personal Data Protection Act: PDPA) กำหนดความรับผิดและโทษแก่ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือบุคคลและนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลไว้ ดังนี้

                ความรับผิดทางแพ่ง 

                ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562   ทำให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้นแก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าการดำเนินการนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อหรือไม่ก็ตาม

                 เว้นแต่ ความเสียหายนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัย หรือเกิดจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลนั้นเอง หรือ เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่และอำนาจตามกฎหมาย 

                สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดจากการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้อันเป็นขาดอายุความ เมื่อพ้น 3 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงความเสียหายและรู้ตัวผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลหรือผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องรับผิด หรือเมื่อพ้น 10 ปีนับแต่วันที่มีการกระเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

               การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หมายความว่า การละเมิดมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่ทำให้เกิดความสูญหาย เข้าถึง ใช้ เปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ ไม่ว่าจะเกิดจากเจตนา จงใจ ความประมาทเลินเล่อ การกระทำดดยปราศจากอำนาจหรือโดยมิชอบ การกระทำเกี่ยวกับความผิดคอมพิวเตอร์ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ข้อผิดพลาดบกพร่องหรืออุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด 

                 โทษทางอาญา

                 ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ฝ่าฝืนใช้หรือเปิดเผยข้อมุลส่วนบุคคลโดยไม่่ได้รับความยินยอม หรือบุคคลหรือนิติบุคคล ที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อืนนอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้งไว้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล  โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่น เกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                หรือผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ปฏิบัติตามมาตรา 28 อันเกี่ยวกับข้อมูลที่มีความอ่อนไหวตามมาตรา 26 โดยการส่งหรือโอนข้อมูลส่วนบุคคลไปยังต่างประเทศ  ที่ประเทศปลายทางหรือองค์การระหว่างประเทศที่รับข้อมูลส่วนบุคคล ไม่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลสวนบุคคลที่เพียงพอตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ไม่ใช่เป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลฯ   โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่น เกิดความเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ            

                  โทษทางปกครอง

                   คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ตามพระราชบัญญัตินี้ มีอำนาจปรับทางปกครอง กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือผู้ประมวลบุคคลข้อมูลส่วนบุคคล บุคคลหรือนิติบุคคลที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ตัวแทนผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล หรือตัวแทนผู้ประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล ระวางโทษปรับไม่เกิน ห้าแสนบาท  สูงสุดไม่เกิน ห้าล้านบาท 

                    กรณีผู้ถูกลงโทษปรับทางปกครองไม่ยอมชำระค่าปรับทางปกครอง ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการบังคับทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม กรณีไม่สามารถบังคับทางปกรองได้ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อบังคับชำระค่าปรับได้   เช่น 

                   1.ระหว่างโทษปรับทางปกครองไม่เกินหนึ่งล้านบาท เมื่อ

                  (1)  ไม่ได้แจ้งให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลทราบก่อนหรือในขณะเก็บรวบรวมข้อมุลถึงวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูล ไปใช้หรือเปิดเผย(มาตรา23) รวมถึงอำนาจในการเก็บรวบรวมได้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมุูลส่วนบุคคล ตามมาตรา 24 

                  (2)  เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลขอเข้าถึงและข้อรับสำเนาข้อมูลส่วนบุคคล หรือขอให้เปิดเผยการได้มาซึ่งข้อมูลส่วนบุคคล แล้วผู้ควบคุมไม่อาจปฏิเสธคำขอได้ ไม่ดำเนินการตามคำมีระยะเวลาเกินกว่า 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ (มาตรา30วรรคสี่) 

                  (3)  ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้บันทึกรายการ ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง เพื่อการตรวจสอบของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลและสำนักงาน 

                  (4) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ได้จัดให้มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

                  (5) ไม่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลสวนบุคคล หรือให้เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลออกจากราชการหรือเลิกสัญญาการจ้างด้วยเหตุปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ 

                  (6) ไม่ขอความยินยอมตามแบบหรือข้อความตามที่คณะกรรมการกำหนด 

                  (7) ไม่แจ้งผลกระทบจากการถอนความยินยอม

                  (8) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล เก็บรวมรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่นที่ไม่ใช่จากเจ้าของข้อมูลส่วนบคคลโดยตรง โดยไม่แจ้งวัตถุประสงค์ใหม่ และไม่แจ้งรายละเอียดตามมาตรา 23 สำหรับการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลที่ต้องได้รับความยินยอม 

                  2.  ระหว่างโทษปรับทางปกครองไม่เกินสามล้านบาท เมื่อมีการฝ่าฝืน ดังนี้

                    (1) การเก็บรวบรวม ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้แจ้ง

                    (2) เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล เกินกว่าที่จำเป็นภายใต้วัตถุประสงค์อันชอบด้วยกฎหมาย

                    (3) เก็บรวบรมข้อมูลส่วนบุคคล โดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 24

                    (4) เก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลจากแหล่งอื่น ไม่เป็นตามมาตรา 25วรรคหนึ่ง

                    (5) ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล 

                    (6) บุคคลหรือนิติบุคคล ที่ได้รับข้อมูลส่วนบุคคลมาจากการเปิดเผยของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ใช้หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อวัตถุประสงค์อื่นนอกจากที่ได้แจ้งแก่ผู้ควบคุม

                    (7) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ส่งข้อมูลส่วนบุคคลไป ประเทศปลายทางไม่มีมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เพียงพอ

                    (8) เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลคัดค้านการเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล แต่ยังเก็บรวบรวม ใช้ เปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลนั้นต่อไป ไม่ได้แยกส่วนจากข้อมูลอย่างอื่นอย่างชัดเจน 

                    (9) ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ปฏิบัติหน้าที่ของตนตามมาตรา 37

                    (10) ขอความยินยอมโดยการหลอกลวงหรือทำให้เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลเข้าใจผิดในวัตถุประสงค์  

                  

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569

การใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ

 

         กระทรวงการคลัง มีหนังสือแจ้งเวียนให้หน่วยงานราชการทราบและถือปฏิบัติ เกี่ยวกับการกำกับดูแลการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านราชการ ตามพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่มีเจตนารมณ์ เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยให้กับข้าราชการ อันเนื่องมาจากราชการเป็นเหตุในการสั่งให้ข้าราขการไปรับราชการประจำในต่างท้องที่  การใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านไม่ถูกต้องหรือไม่ตรงกับข้อเท็จจรง เช่น ไม่มีการเช่าและพักอาศัยอยู่จริง หรือ ใช้เอกสารหลักฐานในการเบิกจ่ายเป็นเท็จ หรือกรณีข้าราชการไม่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการเพราะมีบ้านพักของทางราชการจัดให้พักอาศัยตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังกำหนดหรือมีบ้านอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสในท้องที่ที่รับราชการโดยไม่มีหนี้ค้างชำระกับสถาบันการเงิน แต่ข้าราชการไม่ยอมเข้าพักอาศัยในบ้านพักราชการหรือบ้านอันเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองหรือคู่สมรสกลับไปเช่าบ้านเพื่อพักอาศัยและนำหลักฐานการเช่าบ้านหลังดังกล่าวมาเบิกค่าเช่าบ้านราชการจากทางราชการ เป็นต้น

        กรณีที่กระทรวงการคลังถือว่า เป็นกรณีที่มีเหตุให้รับฟังได้ว่าข้าราชการใช้สิทธิโดยไม่ถูกต้อง เช่น

       1.ทำหรือใช้เอกสารหลักฐานปลอมหรือเท็จ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมายื่นเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการจากทางกราชการ

        2.เข้าพักอาศัยในบ้านในฐานะผู้อาศัย มิใช่ในฐานะผู้เช่า แต่ทำสัญญาเช่าบ้านเพื่ออำพรางการอยู่อาศัยทั้งที่ข้อเท็จจริงเป็นผู้อาศัยในบ้าน

        3.กรณีได้รับการให้ที่ดินพร้อมบ้านโดยเสน่หา แต่นำหลักฐานมายื่นเบิกค่าเช่าบ้านราชการทั้งมิได้มีการชำระราคาที่ดินพร้อมบ้านให้กับผู้ขาย

        4.ทำสัญญาเช่าบ้านโดยอำพรางสัญญาซื้อขายบ้านเนื่องจากไม่สามารถทำสัญญากู้เงินได้

        5.มีเจตนาโดยทุจริตแจ้งรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตนเองอันเป็นเท็จ เพื่อให้ทางราชการหลงเชื่อและให้มีการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านโดยไม่ถูกต้อง 

         การตรวจสอบการใช้สิทธิดังกล่าวแล้วพบว่า ข้าราชการรายใดมีเจตนาทุจริตเพื่อประสงค์ให้ตนใช้สิทธิเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการโดยไม่ถูกต้องขัดกับพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ถือว่าป็นการทุจริต เมื่อมีการสอบสวนแล้วพบว่ามีความผิดจริง ให้ส่วนราชการพิจารณาลงโทษไล่ออก ซึ่งจะไม่มีสิทธิได้รับบำนาญ ตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0204/ว61 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2541 

          กรณีที่ข้าราชการเบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่สิทธิ ให้ส่วนราชการเรียกเงินคืนทั้งจำนวน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336   กรณีที่ส่วนราชการฟ้องเรียกคืนเงินค่าเช่าบ้านข้าราชการที่ได้รับไปโดยไม่สิทธิ ถือว่าเป้นข้อพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามนับคำวินิจฉัยอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลที่ 45/2565 หากเกิดความเสียหายแก่ทางราชการจะต้องดำเนินการสอบสวนหาผู้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539  หากพบว่าเป็นการทุจริตในการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านข้าราชการ ให้ส่วนราชการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญากับพนักงานสอบสวน หรือแจ้งเรื่องให้ สำนักงาน ป.ป.ช.หรือสำนักงาน ป.ป.ท.เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

            บทสรุป  เบิกค่าเช่าบ้านเป็นเท็จ  โดยมีเจตนาทุจริตในการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ  ตามหนังสือราชการดังกล่าว 

            1.เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง สถานโทษไล่ออกจากราชการ ไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ

           2.เงินที่เบิกไปแล้ว ราชการติดตามเอาคืนได้ โดยไม่มีอายุความ เพราะเป็นกรณีเจ้าของทรัพย์ติดตามเอาคืนจากผู้ที่ไม่มีสิทธฺ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336

            3.ถูกแจ้งความดำเนินการดคีอาญา ต่อพนักงานสอบสวน หรือ ป.ป.ช.หรือ ป.ป.ท.

 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

 อ้างอิง   หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค.0408.5/ว41 ลงวันที่ 3 มีนาคม 2568

วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนเอง

 


              การเป็นผู้จัดการมรดก และในฐานะทายาทที่มีสิทธิรับมรดก มีสิทธิจดทะเบียนโอนที่ดินที่เป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเอง ได้หรือไม่  สามารถนำไปโอนต่อแก่บุคคลอื่นต่อไป ได้หรือไม่  ผู้รับโอนต่อ สามารถ เอาไปขายฝากได้หรือไม่ ผู้ซื้อฝากมีกรรมสิทธิในทรัพย์นั้นหรือไม่  มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2548 วินิจฉัยไว้ โดยคำพิพากษาฉบับนี้  มีประเด็นที่น่าสนใจ เกี่ยวข้องกับตัวบทกฎหมายหลายมาตรา ดังนี้      
              1.ผู้จัดการมรดก จดทะเบียนโอนที่ที่เป็นทรัพย์มรดกเป็นของตนเองในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกได้  ถือเป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดก ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมโอนที่ดินไม่ตกเป็นโมฆะตามมาตรา 150 

              ตัวบท ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1719 บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็นเพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งแจ้งชัดหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อการจัดการมรดกโดยทั่วไป หรือเพื่อแบังปันทรัพย์มรดก

              มาตรา 1722  บัญญัติว่า ผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมใดๆ ซึ่งตนมีส่วนได้เสียเป็นปฎิปักษ์ต่อกองมรดกหาได้ไม่ เว้นแต่พินัยกรรมจะได้อนุญาตไว้หรือได้รับอนุญาตจากศาล

              2. กรณีตามข้อ 1 หากทายาทผู้รับสิทธิได้รับมรดกรายอื่น ได้รับความเสียหายจากการกระทำของผู้จัดการมรดกตามข้อ  1 ต้องไปดำเนินคดีกับผู้จัดการมรดก เช่น  กล่าวหาว่ายักยอกทรัพย์มรดก ต้องไปฟ้องคดีต่อศาล นำสืบพยานหลักฐานในศาลเห็น 

              3.ทายาทคนอื่นที่มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตาย  แม้ผู้จัดการมรดกยังไม่ได้แบ่งทรัพย์นั้นให้ ก็ถือว่าเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของตนได้อยู่ก่อน มีตัวบทกฎหมายดังนี้

            ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น  ท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้น ไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่ 

            วรรสอง บัญญัติว่า ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกียวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น  ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร์ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว

             มาตรา 1300 บัญญัติว่า ถ้าได้จดทะเบียนการโอนอสังหารินทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นทางเสียเปรียบแก่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนไซร์ท่านว่าบุคคลนั้นอาจเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนนั้นได้ แต่การโอนอันมีค่าตอบแทน ซึ่งผู้รับโอนกระทำการโดยสุจริตนั้น ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใด ท่านว่าจะเรียกให้เพิกถอนทะเบียนไม่ได้ 

             4.ทายาทที่เป็นผู้จัดการมรดกทำการโอนทรัพย์มรดกเป็นของตนโดยยังไม่แบ่งแก่ทายาทอื่นตามข้อ 1  นำทรัพย์ที่ยังไม่ได้แบ่ง ไปโอนเขายให้แก่คนอื่น โดยบุคคลอื่นผู้รับโอนทราบว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่งแก่ทายาทอื่น ผูู้รับโอนถือว่ารับโอนมาโดยไม่สุจริต ไม่สามารถยกข้ออ้างตามมาตรา 1300  มาใช้กับทายาทอื่นซึ่งมีสิทธิในมรดก ถือเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจดทะเบียนสิทธิได้ก่อน  

            5.ผู้รับโอนทรัพย์(ได้ทรัพย์มาจากการซื้อขายจากผู้จัดการมรดก) มาจากทายาทที่เป็นผู้จัดการมรดกที่โอนทรัพย์มรดกที่ยังไม่แบ่งแก่ทายาทอื่น  ตามข้อ 1 เมื่อผู้รับโอน รับโอนทรัพย์มามาโดยไม่สุจริต(รู้ว่าเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง) การนำไปทรัพย์ไปขายฝากแก่บุคคลอื่น  บุคคลผู้รับซื้อฝาก จะอ้างว่ารับซื้อฝาก โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริต ต้องยื่นคำให้การและนำสืบพยานหลักฐานให้ศาลเห็นตั้งแต่ในศาลชั้นต้น มิฉะนั้น จะถือว่าขาดนัดยื่นคำให้การ เมื่อไม่ได้ยื่นคำให้การ จึงไม่มีข้อเท็จจริงตามข้อกล่าวอ้างของตน ข้ออ้างจึงฟังไม่ได้     

            ตัวบทที่เกี่ยวข้องเรื่องขายฝาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 491 บัญญัติว่า อันว่าขายฝากนั้น คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้ 

            การขายฝาก ผุู้ขายฝากต้องเป็นเจ้าของทรัพย์ที่ขายฝาก และเป็นการขายฝากอสังหาริมทรัพย์ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 456 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นโมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถึงการซื้อขายเรือหรือมีระวางตั้งแต่ห้าตันขึ้นไป ทั้งซื้อขายแพและสัตว์พาหนะด้วย 

           การทำเป็นหนังสือ หมายถึง  หนังสือที่ลงลายมือชื่อทั้งสองฝ่าย (ฝ่ายขาย ฝ่ายซื้อ)

            6.ปัญหาอำนาจฟ้องในคดีแพ่ง เป็นป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์  ศาลมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ประมลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ได้  แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ

             ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249(เดิม) วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จะยกขึ้นอ้างในการยื่นฎีกานั้น คู่ความจะต้องกล่าวไว้โดยชัดแจ้งในฎีกา และต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งจะต้องเป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยด้วย การวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่เป็นสาระแก่คดีข้อใดไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกา ให้กระทำโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกา ซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมาย แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบถึงอำนาจของประธานศาลฏีกาตามมาตรา 140 วรรคสอง

              วรรคสอง บัญญัติว่า ถ้าคู่ความฝ่ายใดมิได้ยกปัญหาข้อใดอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์หรือคู่ความฝ่ายใดไม่สามารถยกปัญหาข้อกฎหมายใดๆ ขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ เพราะพฤติการณ์ไ่เปิดช่องให้กระทำได้ หรือเพราะเหตุเป็นเรื่องที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติว่าด้วยกระบวนพิจารณาชั้นฎีกา คู่ความที่เกี่ยวข้องย่อมมีสิทธิที่จะยกขึ้นอ้างซึ่งปัญหาเช่นว่านั้นได้ 

                   แนวคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ 44/2568 มีดังนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 44/2568

  • การที่จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 ในฐานะที่ตนเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกด้วย เป็นการกระทำไปตามอำนาจหน้าที่ทั่วไปของผู้จัดการมรดกไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากทายาทและการกระทำเช่นนี้ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1719 และมาตรา 1722 นิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกให้แก่จำเลยที่ 1 ในฐานะส่วนตัวไม่ตกเป็นโมฆะตาม มาตรา 150 แม้จะทำให้โจทก์ผู้เป็นทายาทโดยธรรมได้รับความเสียหายไม่ได้รับมรดกที่ดินพิพาทก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 จะว่ากล่าวกันต่างหาก การที่โจทก์มีสิทธิได้รับที่ดินพิพาทส่วนของผู้ตายเป็นการได้ทรัพย์สินในอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม และเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน

    ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินทรัพย์มรดก 2 แปลงไปแบ่งแยกเป็นแปลงย่อย 14 แปลง และเจ้าพนักงานที่ดินได้ออกโฉนดที่ดินแปลงย่อยให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557 วันที่ 5 มีนาคม 2557 และวันที่ 22 เมษายน 2557 ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะถูกถอนจากการเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จำเลยที่ 1 ได้ขายที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 9211, 9261, 9262, 9266, 9259 และ 9260 ให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายทรัพย์มรดกติดต่อกันทุกเดือน ซึ่งได้ความตามคำให้การของโจทก์ในคดีที่โจทก์กับทายาทอื่นเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์มรดกของผู้ตายว่าจำเลยที่ 2 มีบ้านพักอยู่ใกล้กับผู้ตาย และจำเลยที่ 2 ก็ไปงานศพของผู้ตายด้วย โดยจำเลยที่ 2 ไม่นำสืบหักล้าง จึงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 2 เองควรทราบหรือรู้ว่าที่ดินพิพาทของผู้ตายเป็นทรัพย์มรดกซึ่งต้องแบ่งปันแก่ทายาทของผู้ตาย ตามพฤติการณ์จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนที่ดินพิพาทจากจำเลยที่ 1 โดยสุจริต การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์และทายาทของผู้ตายให้แก่จำเลยที่ 2 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้ ฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิในดินทั้งสองแปลงใหญ่รวมไปถึงที่ดินถูกแบ่งย่อยออกไปอีกห้าแปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 9259, 9260, 9261, 9262 และ 9266 ดังนั้นที่จำเลยที่ 2 ทำนิติกรรมขายฝากที่ดินทั้งห้าแปลงดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่มีผลทางกฎหมายที่จะใช้ยันแก่โจทก์ได้เช่นกัน โจทก์จึงเรียกให้เพิกถอนการจดทะเบียนตามคำขอท้ายฟ้องได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1300

    ที่จำเลยที่ 3 อ้างมาในฎีกาว่า จำเลยที่ 3 รับซื้อฝากจากจำเลยที่ 2 โดยเสียค่าตอบแทนและจดทะเบียนขายฝากโดยสุจริต นั้น เมื่อคดีนี้จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

    ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคสอง (เดิม) ก็ตาม แต่ข้อกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิงในฎีกาดังกล่าวจะต้องเป็นข้อกฎหมายที่ได้ข้อเท็จจริงมาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบด้วย มิใช่ข้อเท็จจริงมาจากเรื่องนอกฟ้อง นอกคำให้การ หรือนอกประเด็น หรือที่ไม่เกี่ยวกับที่คู่ความต้องนำสืบ คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ และคดีไม่มีประเด็นเรื่องโจทก์ฟ้องคดีโดยสุจริตหรือไม่ ดังนั้น ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาอ้างว่าโจทก์ใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตจึงเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงที่มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้มาจากการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เป็นฎีกาต้องห้าม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง (เดิม) เช่นกัน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย






สืบค้นจาก https://deka.supremecourt.or.th/search/index/ 

วันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เจ้าหน้าที่รัฐทำละเมิดบุคคลภายนอก

 


เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการแล้วทำให้บุคคลภายนอกได้รับความเสียหาย ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอก จะต้องรับผิดชดใช้ความเสียหาย  การกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ ถือองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งมีหลักกฎหมายดังนี้

   ประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420  บัญญัติว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอยางใดก็กดี  ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น"

    แต่การจะเรียกให้เจ้าหน้าที่รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในการกระทำละเมิด จะฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรงไม่ได้ เพราะมีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ซึ่งมีข้อกฎหมายดังนี้

    มาตรา 5 บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวโดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" มาตรานี้ใช้กับกรณีเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดต่อบุคคลภายนอกในการปฏิบัติหน้าที่


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2559

ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้นิยามความหมายของ "เจ้าหน้าที่" ว่า หมายความว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานประเภทอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งในฐานะเป็นกรรมการหรือฐานะอื่นใดซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบ พ.ร.ฎ.กำหนดหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พ.ศ.2540 ที่กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นหน่วยงานของรัฐด้วย ดังนั้นจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 10 (1) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2550 ในอันที่จะควบคุมและดำเนินการจัดหรือจัดให้มีการเลือกตั้ง หรือสนับสนุนการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม กับมีอำนาจหน้าที่วางระเบียบและดำเนินการหรือสั่งการเพื่อกำกับดูแลกิจการต่าง ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 (2) ถึง (17) และมีอำนาจหน้าที่อื่น ๆ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 ถึงมาตรา 25 แล้ว และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 236 (9) บัญญัติให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจดำเนินการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติได้ โดยมีความในวรรคสองและวรรคสามให้อำนาจคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งบุคคล คณะบุคคล หรือผู้แทนองค์การเอกชนให้ดำเนินการเพื่อประโยชน์แห่งการปฏิบัติหน้าที่การสืบสวนสอบสวนเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดได้ การที่คณะกรรมการการเลือกตั้งออกคำสั่งคณะกรรมการการเลือกตั้งที่ 334/2551 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวนเพื่อแต่งตั้งจำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 เป็นกรรมการไต่สวนเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบ การพิจารณาก่อนดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 91 วรรคสาม จำเลยที่ 5 ถึงที่ 9 จึงมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะทำการไต่สวน แสวงหา และรวบรวมพยานหลักฐาน จำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 มีฐานะเป็น "เจ้าหน้าที่" สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และตาม พ.ร.ฎ.กำหนดหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 พ.ศ.2540 และการกระทำที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 กระทำละเมิดต่อโจทก์นั้น แม้หากเป็นความจริงก็เป็นการฟ้องกล่าวหาจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติให้โจทก์ต้องฟ้องหน่วยงานคือ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งโดยตรง จะฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 9 ซึ่งเป็น "เจ้าหน้าที่" ให้รับผิดเป็นการส่วนตัวไม่ได้



  •   ถ้าบุคคลภายนอกฟ้องเจ้าหน้าที่โดยตรง เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องแจ้งหน่วยงานทราบถึงการปฏิบัติหน้าที่แล้วเกิดความเสียหายแก่บุคคลภายนอก หรือบุคคลภายนอกฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยตรงโดยกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่กระทำละเมิดในการปฎิบัติหน้าที่  หน่วยงานของรัฐจะต้องพิจารณาว่า เจ้าหน้าที่ที่ถูกฟ้องนั้น กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่  เพื่อขอให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีให้ หน่วยงานจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและหลักฐานส่งให้พนักงานอัยการแก้ต่างคดีให้ และเพื่อพิจารณาว่าเจ้าหน้าที่จะรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือไม่อย่างไร ถ้าเห็นว่าไม่ใช่การปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ตามมาตรา 6  ผู้เสียหายจะต้องฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง ฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้  โดยจะต้องนำข้อเท็จจริงและหลักฐาน ส่งมอบให้พนักงานอัยการพิจารณาต่อสู้คดีในประเด็นดังกล่าว  ซึ่งมีข้อกฎหมายดังนี้

  •   มาตรา 6 บัญญัติว่า "ถ้าการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่มิใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ต้องรับผิดในการนั้นเป็นการเฉพาะตัว ในกรณีนี้ผู้เสียหายอาจฟ้องเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง แต่จะฟ้องหน่วยงานของรัฐไม่ได้ " 

  •  อายุความฟ้องหน่วยงานของรัฐ /เจ้าหน้าที่ ในมูลละเมิด ตามมาตรา 6  ใช้กำหนดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448   ซึ่งมีกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ถึงจะใช้ค่าสินไหมทดแทน  โดยมีข้อกฎหมาย ดังนี้

  • ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้พึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด"

  • แต่อายุความฟ้องหน่วยงานของรัฐ /เจ้าหน้าที่ ในมูลละเมิด ตามมาตรา 5   ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2568ที่วินิจฉัยไว้ว่า ไม่ใช้อายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 แต่ใช้อายุความ  10 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 เหตุเพราะเมื่อพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดี  ดังนี้

  •  คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1856/2568

  • โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะหน่วยงานของรัฐให้รับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงไม่อาจนำบทบัญญัติอายุความเรื่องละเมิดตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งใช้บังคับแก่กรณีผู้เสียหายฟ้องผู้กระทำละเมิดหรือผู้ร่วมรับผิดกับผู้กระทำละเมิดให้ร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาปรับใช้แก่คดีนี้ได้ เมื่อ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่ได้บัญญัติอายุความกรณีความรับผิดของหน่วยงานของรัฐตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง ไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 มาใช้บังคับแก่คดี และการนับอายุความนั้นให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามมาตรา 193/12 การยึดรถยนต์ในคดีนี้เป็นการยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาขณะรถยนต์ของกลางอยู่ในความครอบครองของโจทก์ ป.วิ.อ. มาตรา 85 วรรคสาม บัญญัติให้เจ้าพนักงานมีอำนาจยึดไว้จนกว่าคดีถึงที่สุด เมื่อเสร็จคดีแล้วก็ให้คืนแก่ผู้ต้องหาหรือผู้อื่นซึ่งมีสิทธิเรียกร้องขอคืนสิ่งของนั้น เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า คดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องโจทก์กับพวกเป็นคดีอาญาต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2563 ดังนี้ ขณะที่โจทก์อาจบังคับสิทธิเรียกร้องให้เจ้าพนักงานผู้ยึดคืนรถยนต์ของกลางให้แก่โจทก์จึงต้องเริ่มนับถัดจากวันที่คดีถึงที่สุดคือตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป นับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันที่โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ในวันที่ 16 เมษายน 2564 ยังไม่เกินสิบปี คดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความ

  • เมื่อไม่สามารถฟ้องเจ้าหน้าที่ในการละเมิดในการปฎิบัติหน้าที่  การกระทำละเมิดในคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลในคดีอาญา เพื่อพิจารณาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1  ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322-2323/02561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322 - 2323/2561
  • ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 กำหนดเงื่อนไขสำคัญว่า ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนได้นั้น ผู้เสียหายต้องมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนในความเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดของจำเลย

    จำเลยเป็นเจ้าพนักงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 ในขอบเขตแห่งการที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่ให้แก่มหาวิทยาลัย ร. ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเลยจึงได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่บัญญัติว่า "หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของตนได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่ผู้เสียหายอาจฟ้องหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้โดยตรง แต่จะฟ้องเจ้าหน้าที่ไม่ได้" โดยผลของมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว ผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ จึงไม่มีอำนาจฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้กระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ได้ และย่อมส่งผลพลอยทำให้ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิดเนื่องจากปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีสิทธิจะยื่นคำร้องต่อศาลที่พิจารณาคดีอาญาขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ตนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1

    การมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ร่วมเข้าเป็นโจทก์ร่วม กับสิทธิของโจทก์ร่วมในการยื่นคำร้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 เป็นหลักการคนละเรื่องกัน และแม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับคำร้องตามมาตรา 44/1 ของโจทก์ร่วมไว้พิจารณา โดยจำเลยมิได้อุทธรณ์คัดค้าน ก็หาตัดอำนาจศาลอุทธรณ์ที่จะยกปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอตามมาตรา 44/1 ดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยไม่ เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะมิได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น ทั้งนี้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง


คำพิพากษาของศาลที่น่าสนใจ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 527/2550
  • สินค้ารถยนต์ตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้าย พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมตาม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.2534 มาตรา 3 ได้ให้คำจำกัดความไว้แล้ว การที่กรมสรรพสามิตจำเลยออกคำสั่งกรมสรรพสามิตที่ 437/2537 ให้รถยนต์ซึ่งทำจากชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ออกแบบเพื่อใช้สำหรับนั่งเป็นปกติวิสัย แม้มีที่นั่งด้านหน้าตอนเดียวสำหรับคนขับและด้านหลังเปิดโล่งเป็นรถยนต์นั่งตามพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต ประเภทที่ 05.01 ด้วย เป็นการเปลี่ยนประเภทรถยนต์กระบะตามความหมายของรถยนต์กระบะ ให้เป็นรถยนต์นั่ง มิใช่การตีความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 จึงไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายในขอบอำนาจโดยเคร่งครัด ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยยึดรถยนต์ของโจทก์ไว้จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยต้องรับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่ของจำเลยได้กระทำในการปฏิบัติหน้าที่

    ระหว่างที่รถยนต์คันของโจทก์ถูกจำเลยยึดไว้ ย่อมทำให้โจทก์ไม่สามารถใช้ประโยชน์ และระยะเวลาที่ผ่านไปเกือบ 2 ปี ย่อมทำให้รถยนต์ที่จอดทิ้งไว้โดยไม่ได้ใช้งานเก่าลง อุปกรณ์บางอย่างหมดสภาพหรือหมดอายุการใช้งานซึ่งเป็นเหตุให้รถยนต์มีราคาลดลงจากเดิม อันเป็นความเสียหายที่เกิดจากการทำละเมิดของจำเลย จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการที่โจทก์มิได้ใช้รถยนต์ และค่าเสื่อมราคาของรถยนต์ให้แก่โจทก์ด้วย


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

สืบค้นจาก https://deka.supremecourt.or.th/search/index/2